Tuesday, June 16, 2026

#ภาษาไทยสำหรับคนพูดภาษาอังกฤษ: Thai for English Speaker

Thumbnail Seller Link
ภาษาไทยสำหรับคนพูดภาษาอังกฤษ: Thai for English Speakers
ศิรดา
www.mebmarket.com
In this book, you'll start with the fundamentalsbasic greetings, simple vocabulary, and essential grammar. We'll then guide you through prac...
Get it now
======================================================== 📚 สนใจหนังสือเล่มนี้? คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ด้านล่าง-บน หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป Hashtag แนะนำ #ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ #Ebookไทย #หนังสือดีบอกต่อ #หนังสือออนไลน์ #MebMarket #อ่านหนังสือ #รักการอ่าน #พัฒนาตนเอง #ความรู้รอบตัว #พระพุทธศาสนา #ประวัติศาสตร์ #เศรษฐศาสตร์ #หนังสือวิชาการ #หนังสือสารคดี #Ebookน่าอ่าน #หนังสือขายดี #หนังสือแนะนำ #BookLover #ThaiEbook #KnowledgeIsPower

10 #วิธีหาเงินด้วยAIและมือถือเพียงเครื่องเดียว

Thumbnail Seller Link
10 วิธีหาเงินด้วย AI และมือถือเพียงเครื่องเดียว
ท.ธีรานันท์
www.mebmarket.com
หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นจากความเชื่อว่า ทุกคนสามารถใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนชีวิตตัวเองได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเรียน พนักงานประจำ หรือผู้ประกอบการมือใหม่ เพียงแ...
Get it now
==================================================== 📚 สนใจหนังสือเล่มนี้? คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ด้านล่าง-บน หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป Hashtag แนะนำ #ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ #Ebookไทย #หนังสือดีบอกต่อ #หนังสือออนไลน์ #MebMarket #อ่านหนังสือ #รักการอ่าน #พัฒนาตนเอง #ความรู้รอบตัว #พระพุทธศาสนา #ประวัติศาสตร์ #เศรษฐศาสตร์ #หนังสือวิชาการ #หนังสือสารคดี #Ebookน่าอ่าน #หนังสือขายดี #หนังสือแนะนำ #BookLover #ThaiEbook #KnowledgeIsPower

#วิธีสร้างรายได้จากต้นไม้ยืนต้นที่เราปลูกไว้ในสวน

Thumbnail Seller Link
วิธีสร้างรายได้จากต้นไม้ยืนต้น ที่เราปลูกไว้ในสวน
ท.ธีรานันท์
www.mebmarket.com
คุณเคยจินตนาการถึงชีวิตที่สวนหลังบ้านไม่ใช่แค่พื้นที่พักผ่อน แต่ยังเป็นแหล่งสร้างรายได้ที่ยั่งยืนและมั่นคงหรือไม่? หลายคนมองว่าการปลูกต้นไม้ยืนต้นเป็น...
Get it now
============================================= หนังสือเล่มนี้? คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ด้านล่าง-บน หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป Hashtag แนะนำ #ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ #Ebookไทย #หนังสือดีบอกต่อ #หนังสือออนไลน์ #MebMarket #อ่านหนังสือ #รักการอ่าน #พัฒนาตนเอง #ความรู้รอบตัว #พระพุทธศาสนา #ประวัติศาสตร์ #เศรษฐศาสตร์ #หนังสือวิชาการ #หนังสือสารคดี #Ebookน่าอ่าน #หนังสือขายดี #หนังสือแนะนำ #BookLover #ThaiEbook #KnowledgeIsPower

#คู่มือการเตรียมตัวสอบเข้ารับราชการในตำแหน่งนักการทูตปฏิบัติการ

Thumbnail Seller Link
คู่มือการเตรียมตัวสอบเข้ารับราชการ ในตำแหน่ง นักการทูตปฏิบัติการ
พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร
www.mebmarket.com
คู่มือการเตรียมตัวสอบเข้ารับราชการ ในตำแหน่ง นักการทูตปฏิบัติการ หนังสือ "คู่มือการเตรียมตัวสอบเข้ารับราชการในตำแหน่งนักการทูตปฏิบัติการ" เ...
Get it now
============================================================= 📚 สนใจหนังสือเล่มนี้? คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ด้านล่าง-บน หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป Hashtag แนะนำ #ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ #Ebookไทย #หนังสือดีบอกต่อ #หนังสือออนไลน์ #MebMarket #อ่านหนังสือ #รักการอ่าน #พัฒนาตนเอง #ความรู้รอบตัว #พระพุทธศาสนา #ประวัติศาสตร์ #เศรษฐศาสตร์ #หนังสือวิชาการ #หนังสือสารคดี #Ebookน่าอ่าน #หนังสือขายดี #หนังสือแนะนำ #BookLover #ThaiEbook #KnowledgeIsPower

#แบบเรียนภาษาไทยสำหรับชาวต่างประเทศ: Thai for Beginners

Thumbnail Seller Link
แบบเรียนภาษาไทยสำหรับชาวต่างประเทศ: Thai for Beginners
ท.ธีรานันท์
www.mebmarket.com
แบบเรียนภาษาไทยสำหรับชาวต่างประเทศ: Thai for Beginners ภายในเล่ม คุณจะได้เรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐานที่สำคัญที่สุดอย่าง พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ ไปจนถึง ก...
Get it now
================================== 📚 สนใจหนังสือเล่มนี้? คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ด้านล่าง-บน หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป Hashtag แนะนำ #ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ #Ebookไทย #หนังสือดีบอกต่อ #หนังสือออนไลน์ #MebMarket #อ่านหนังสือ #รักการอ่าน #พัฒนาตนเอง #ความรู้รอบตัว #พระพุทธศาสนา #ประวัติศาสตร์ #เศรษฐศาสตร์ #หนังสือวิชาการ #หนังสือสารคดี #Ebookน่าอ่าน #หนังสือขายดี #หนังสือแนะนำ #BookLover #ThaiEbook #KnowledgeIsPower

#คู่มือการใช้เทคโนโลยีในการสอน: ห้องเรียนไฮเทค ฉบับใช้ได้จริง

Thumbnail Seller Link
คู่มือการใช้เทคโนโลยีในการสอน: ห้องเรียนไฮเทค ฉบับใช้ได้จริง
ท.ธีรานันท์
www.mebmarket.com
คู่มือการใช้เทคโนโลยีในการสอน: ห้องเรียนไฮเทค ฉบับใช้ได้จริง คู่มือ "คู่มือการใช้เทคโนโลยีในการสอน" เล่มนี้ ถูกเขียนขึ้นเพื่อเป็นเพื่อนคู่ค...
Get it now
============================================ หนังสือเล่มนี้? คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ด้านล่าง-บน หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป Hashtag แนะนำ #ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ #Ebookไทย #หนังสือดีบอกต่อ #หนังสือออนไลน์ #MebMarket #อ่านหนังสือ #รักการอ่าน #พัฒนาตนเอง #ความรู้รอบตัว #พระพุทธศาสนา #ประวัติศาสตร์ #เศรษฐศาสตร์ #หนังสือวิชาการ #หนังสือสารคดี #Ebookน่าอ่าน #หนังสือขายดี #หนังสือแนะนำ #BookLover #ThaiEbook #KnowledgeIsPower

๒พิชิตข้อสอบเข้า ม.1 #วิชาภาษาอังกฤษ: สรุปครบ จบทุกสนามสอบ พร้อมเฉลยละเอียด

Thumbnail Seller Link
พิชิตข้อสอบเข้า ม.1 วิชาภาษาอังกฤษ: สรุปครบ จบทุกสนามสอบ พร้อมเฉลยละเอียด
ท.ธีรานันท์
www.mebmarket.com
หนังสือ "พิชิตข้อสอบเข้า ม.1 วิชาภาษาอังกฤษ" เล่มนี้ ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเพื่อนคู่คิดในการเตรียมตัวของน้อง ๆ อย่างเป็นระบบ โดยแบ่งเนื้อหา...
Get it now
================================================================== 📚 สนใจหนังสือเล่มนี้? คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ด้านล่าง-บน หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป Hashtag แนะนำ #ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ #Ebookไทย #หนังสือดีบอกต่อ #หนังสือออนไลน์ #MebMarket #อ่านหนังสือ #รักการอ่าน #พัฒนาตนเอง #ความรู้รอบตัว #พระพุทธศาสนา #ประวัติศาสตร์ #เศรษฐศาสตร์ #หนังสือวิชาการ #หนังสือสารคดี #Ebookน่าอ่าน #หนังสือขายดี #หนังสือแนะนำ #BookLover #ThaiEbook #KnowledgeIsPower

#พื้นฐานสถิติในงานวิจัย ที่นักวิจัยมือใหม่ต้องมีเก็บไว้

Thumbnail Seller Link
พื้นฐานสถิติในงานวิจัย ที่นักวิจัยมือใหม่ต้องมีเก็บไว้
พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร
www.mebmarket.com
หนังสือ “พื้นฐานสถิติในงานวิจัยที่นักวิจัยมือใหม่ต้องมีเก็บไว้” เล่มนี้ ถูกจัดทำขึ้นเพื่อเป็นคู่มือที่อ่านเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับนักวิจัย น...
Get it now
================================================================ 📚 สนใจหนังสือเล่มนี้? คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ด้านล่าง-บน หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป Hashtag แนะนำ #ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ #Ebookไทย #หนังสือดีบอกต่อ #หนังสือออนไลน์ #MebMarket #อ่านหนังสือ #รักการอ่าน #พัฒนาตนเอง #ความรู้รอบตัว #พระพุทธศาสนา #ประวัติศาสตร์ #เศรษฐศาสตร์ #หนังสือวิชาการ #หนังสือสารคดี #Ebookน่าอ่าน #หนังสือขายดี #หนังสือแนะนำ #BookLover #ThaiEbook #KnowledgeIsPower

#คู่มือขอพร–เสริมดวง–โชคลาภ” แบบฉบับเร่งด่ว

Thumbnail Seller Link
คู่มือ “ขอพร–เสริมดวง–โชคลาภ” แบบฉบับเร่งด่วน
ท.ธีรานันท์
www.mebmarket.com
หนังสือ “คู่มือ ขอพร–เสริมดวง–โชคลาภ แบบฉบับเร่งด่วน” เล่มนี้เกิดขึ้นเพื่อเป็นเพื่อนคู่ใจของคุณในการเสริมพลังชีวิตให้เต็มไปด้ว...
Get it now
================================================================ 📚 สนใจหนังสือเล่มนี้? คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ด้านล่าง-บน หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป Hashtag แนะนำ #ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ #Ebookไทย #หนังสือดีบอกต่อ #หนังสือออนไลน์ #MebMarket #อ่านหนังสือ #รักการอ่าน #พัฒนาตนเอง #ความรู้รอบตัว #พระพุทธศาสนา #ประวัติศาสตร์ #เศรษฐศาสตร์ #หนังสือวิชาการ #หนังสือสารคดี #Ebookน่าอ่าน #หนังสือขายดี #หนังสือแนะนำ #BookLover #ThaiEbook #KnowledgeIsPower

#คู่มือบทสวดมนต์พร้อมความหมาย รวมบทสวดมนต์สำคัญพร้อมคำแปลเข้าใจง่าย

Thumbnail Seller Link
คู่มือบทสวดมนต์พร้อมความหมาย รวมบทสวดมนต์สำคัญพร้อมคำแปลเข้าใจง่าย
ท.ธีรานันท์
www.mebmarket.com
หนังสือเล่มนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ผู้อ่านทุกระดับ—ไม่ว่าจะเป็นผู้เริ่มต้นสวดมนต์หรือผู้ที่สวดเป็นประจำ—สามารถเปิดอ่านและเข้าใจบทสวดได้ในทั...
Get it now
================================================================ 📚 สนใจหนังสือเล่มนี้? คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ด้านล่าง-บน หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป Hashtag แนะนำ #ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ #Ebookไทย #หนังสือดีบอกต่อ #หนังสือออนไลน์ #MebMarket #อ่านหนังสือ #รักการอ่าน #พัฒนาตนเอง #ความรู้รอบตัว #พระพุทธศาสนา #ประวัติศาสตร์ #เศรษฐศาสตร์ #หนังสือวิชาการ #หนังสือสารคดี #Ebookน่าอ่าน #หนังสือขายดี #หนังสือแนะนำ #BookLover #ThaiEbook #KnowledgeIsPower

#คู่มืออ่านก่อนสอบ วิชา PH 1011 #เศรษฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์

Thumbnail Seller Link
คู่มืออ่านก่อนสอบ วิชา PH 1011 เศรษฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์
ท.ธีรานันท์
www.mebmarket.com
หนังสือ "คู่มืออ่านก่อนสอบ วิชา PH 1011 เศรษฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์" เล่มนี้ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นเข็มทิศให้กับนักศึกษาและผู้ที่สนใจ โดยมีวัตถุ...
Get it now
================================================================ 📚 สนใจหนังสือเล่มนี้? คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ด้านล่าง-บน หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป Hashtag แนะนำ #ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ #Ebookไทย #หนังสือดีบอกต่อ #หนังสือออนไลน์ #MebMarket #อ่านหนังสือ #รักการอ่าน #พัฒนาตนเอง #ความรู้รอบตัว #พระพุทธศาสนา #ประวัติศาสตร์ #เศรษฐศาสตร์ #หนังสือวิชาการ #หนังสือสารคดี #Ebookน่าอ่าน #หนังสือขายดี #หนังสือแนะนำ #BookLover #ThaiEbook #KnowledgeIsPower

#เก็งข้อสอบบาลีสนามหลวง ปีพุทธศักราช ๒๕๖๙

Thumbnail Seller Link
"เก็งข้อสอบบาลีสนามหลวง ปีพุทธศักราช ๒๕๖๙" (ชั้น ป.ธ. ๑-๒ ถึง ป.ธ. ๙) โดย... เปรียญยกเอกอุ แห่งอุตตรกุรุทวีป
ท.ธีรานันท์
www.mebmarket.com
ข้อมูลที่ปรากฏใน "เก็งข้อสอบ" ชุดนี้ มิได้เกิดขึ้นจากสถิติเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการกลั่นกรองผ่านมุมมองของ "เปรียญยกเอกอุ" ผู้พำนั...
Get it now
================================================================ 📚 สนใจหนังสือเล่มนี้? คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ด้านล่าง-บน หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป Hashtag แนะนำ #ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ #Ebookไทย #หนังสือดีบอกต่อ #หนังสือออนไลน์ #MebMarket #อ่านหนังสือ #รักการอ่าน #พัฒนาตนเอง #ความรู้รอบตัว #พระพุทธศาสนา #ประวัติศาสตร์ #เศรษฐศาสตร์ #หนังสือวิชาการ #หนังสือสารคดี #Ebookน่าอ่าน #หนังสือขายดี #หนังสือแนะนำ #BookLover #ThaiEbook #KnowledgeIsPower

#เก็งข้อสอบนักธรรมสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๖๙ โดย #เปรียญเอกอุแห่งอุตตรกุรุทวีป

Thumbnail Seller Link
เก็งข้อสอบนักธรรมสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๖๙ โดย เปรียญเอกอุแห่งอุตตรกุรุทวีป
ท.ธีรานันท์
www.mebmarket.com
การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมนั้น เปรียบเสมือนการสร้างประทีปส่องสว่างให้แก่ดวงจิต เพื่อให้เข้าใจในพระธรรมวินัยอันเป็นรากแก้วของพระพุทธศาสนา จากระดับช...
Get it now
================================================= หนังสือเล่มนี้? คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ด้านล่าง-บน หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป Hashtag แนะนำ #ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ #Ebookไทย #หนังสือดีบอกต่อ #หนังสือออนไลน์ #MebMarket #อ่านหนังสือ #รักการอ่าน #พัฒนาตนเอง #ความรู้รอบตัว #พระพุทธศาสนา #ประวัติศาสตร์ #เศรษฐศาสตร์ #หนังสือวิชาการ #หนังสือสารคดี #Ebookน่าอ่าน #หนังสือขายดี #หนังสือแนะนำ #BookLover #ThaiEbook #KnowledgeIsPower

#ประทีปบาลีไวยากรณ์ ประโยค ป.ธ. ๑-๒: รวมชุด #ปัญหาและคำเฉลยสนามหลวง #ประโยค๑-๒ ย้อนหลัง ๕ ทศวรรษ

Thumbnail Seller Link
ประทีปบาลีไวยากรณ์ ประโยค ป.ธ. ๑-๒: รวมชุดปัญหาและคำเฉลยสนามหลวง ประโยค ๑-๒ ย้อนหลัง ๕ ทศวรรษ
พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร
www.mebmarket.com
หนังสือ "ประทีปบาลีไวยากรณ์ ประโยค ป.ธ. ๑-๒: รวมชุดปัญหาและคำเฉลยสนามหลวง ประโยค ๑-๒ ย้อนหลัง ๕ ทศวรรษ” เล่มนี้ ข้าพเจ้าอุทิศสติปัญญาและกาล...
Get it now
================================================================ 📚 สนใจหนังสือเล่มนี้? คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ด้านล่าง-บน หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป Hashtag แนะนำ #ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ #Ebookไทย #หนังสือดีบอกต่อ #หนังสือออนไลน์ #MebMarket #อ่านหนังสือ #รักการอ่าน #พัฒนาตนเอง #ความรู้รอบตัว #พระพุทธศาสนา #ประวัติศาสตร์ #เศรษฐศาสตร์ #หนังสือวิชาการ #หนังสือสารคดี #Ebookน่าอ่าน #หนังสือขายดี #หนังสือแนะนำ #BookLover #ThaiEbook #KnowledgeIsPower

#เตรียมตัวสอบชุดวิชา #ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับต่างประเทศ

Thumbnail Seller Link
เตรียมตัวสอบชุดวิชา ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับต่างประเทศ
พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร
www.mebmarket.com
ชุดวิชา "ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับต่างประเทศ" (Thailand and Foreign Relations) มิได้เป็นเพียงเนื้อหาทางประวัติศาสตร์หรือทฤษฎีการเมืองที่ใช้เ...
Get it now
======================================= ================================================================ 📚 สนใจหนังสือเล่มนี้? คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ด้านล่าง-บน หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป Hashtag แนะนำ #ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ #Ebookไทย #หนังสือดีบอกต่อ #หนังสือออนไลน์ #MebMarket #อ่านหนังสือ #รักการอ่าน #พัฒนาตนเอง #ความรู้รอบตัว #พระพุทธศาสนา #ประวัติศาสตร์ #เศรษฐศาสตร์ #หนังสือวิชาการ #หนังสือสารคดี #Ebookน่าอ่าน #หนังสือขายดี #หนังสือแนะนำ #BookLover #ThaiEbook #KnowledgeIsPower

#คู่มือเตรียมตัวสอบบาลีสนามหลวง ประโยค ๑-๒ วิชา บาลีไวยากรณ์

Thumbnail Seller Link
คู่มือเตรียมตัวสอบบาลีสนามหลวง ประโยค ๑-๒ วิชา บาลีไวยากรณ์
พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร
www.mebmarket.com
การศึกษาวิชาบาลีไวยากรณ์ ในระดับประโยค ๑-๒ นั้น เปรียบเสมือนการวางรากฐานมหาปราสาทแห่งพุทธศาสตร์ หากรากฐานไม่มั่นคง ย่อมยากที่จะต่อยอดไปสู่ชั้นสูงได้ ห...
Get it now
====================================================== หนังสือเล่มนี้? คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ด้านล่าง-บน หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป Hashtag แนะนำ #ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ #Ebookไทย #หนังสือดีบอกต่อ #หนังสือออนไลน์ #MebMarket #อ่านหนังสือ #รักการอ่าน #พัฒนาตนเอง #ความรู้รอบตัว #พระพุทธศาสนา #ประวัติศาสตร์ #เศรษฐศาสตร์ #หนังสือวิชาการ #หนังสือสารคดี #Ebookน่าอ่าน #หนังสือขายดี #หนังสือแนะนำ #BookLover #ThaiEbook #KnowledgeIsPower

#คู่มือเตรียมตัวสอบบาลีสนามหลวง ประโยค ๑-๒ วิชา แปลมคธเป็นไทย

Thumbnail Seller Link
คู่มือเตรียมตัวสอบบาลีสนามหลวง ประโยค ๑-๒ วิชา แปลมคธเป็นไทย
พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร
www.mebmarket.com
การศึกษาวิชาแปลมคธเป็นไทย ในระดับประโยค ๑-๒ โดยใช้คัมภีร์ ธมฺมปทฏฺฐกถา (ธรรมบท) ภาค ๑-๔ นั้น มิใช่เพียงการเรียนรู้เพื่อแปลศัพท์ให้ตรงตัว แต่คือการฝึกท...
Get it now
================================================== หนังสือเล่มนี้? คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ด้านล่าง-บน หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป Hashtag แนะนำ #ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ #Ebookไทย #หนังสือดีบอกต่อ #หนังสือออนไลน์ #MebMarket #อ่านหนังสือ #รักการอ่าน #พัฒนาตนเอง #ความรู้รอบตัว #พระพุทธศาสนา #ประวัติศาสตร์ #เศรษฐศาสตร์ #หนังสือวิชาการ #หนังสือสารคดี #Ebookน่าอ่าน #หนังสือขายดี #หนังสือแนะนำ #BookLover #ThaiEbook #KnowledgeIsPower

#คู่มือเตรียมตัวสอบตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน (ระดับ ปวช. และ ปวส.) ทุกกระทรวง ทบวง กรม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

Thumbnail Seller Link
คู่มือเตรียมตัวสอบตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน (ระดับ ปวช. และ ปวส.) ทุกกระทรวง ทบวง กรม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร
www.mebmarket.com
เตรียมความพร้อมสู่ความสำเร็จในการสอบบรรจุเข้ารับราชการตำแหน่ง เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน (ระดับ ปวช. และ ปวส.) ครอบคลุมทุกกระทรวง ทบวง กรม และองค์กรป...
Get it now
======================================================================== หนังสือเล่มนี้? คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ด้านล่าง-บน หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป Hashtag แนะนำ #ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ #Ebookไทย #หนังสือดีบอกต่อ #หนังสือออนไลน์ #MebMarket #อ่านหนังสือ #รักการอ่าน #พัฒนาตนเอง #ความรู้รอบตัว #พระพุทธศาสนา #ประวัติศาสตร์ #เศรษฐศาสตร์ #หนังสือวิชาการ #หนังสือสารคดี #Ebookน่าอ่าน #หนังสือขายดี #หนังสือแนะนำ #BookLover #ThaiEbook #KnowledgeIsPower

#คู่มือเตรียมตัวสอบนายสิบทหารบก (คุณวุฒิ ม.6 และสายอาชีพ) ฉบับสมบูรณ์

Thumbnail Seller Link
คู่มือเตรียมตัวสอบนายสิบทหารบก (คุณวุฒิ ม.6 และสายอาชีพ) ฉบับสมบูรณ์
พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร
www.mebmarket.com
หนังสือ “คู่มือเตรียมตัวสอบนายสิบทหารบก (วุฒิ ม.6 และสายอาชีพ) ฉบับสมบูรณ์” เล่มนี้ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการเตรียมสอบอย่างเป็นระบบ โด...
Get it now
================================================== หนังสือเล่มนี้? คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ด้านล่าง-บน หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป Hashtag แนะนำ #ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ #Ebookไทย #หนังสือดีบอกต่อ #หนังสือออนไลน์ #MebMarket #อ่านหนังสือ #รักการอ่าน #พัฒนาตนเอง #ความรู้รอบตัว #พระพุทธศาสนา #ประวัติศาสตร์ #เศรษฐศาสตร์ #หนังสือวิชาการ #หนังสือสารคดี #Ebookน่าอ่าน #หนังสือขายดี #หนังสือแนะนำ #BookLover #ThaiEbook #KnowledgeIsPower

#คู่มือสัปเหร่อฉบับปฏิบัติงาน

 




คู่มือสัปเหร่อ ฉบับปฏิบัติงาน

เรียบเรียงโดย

พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร 

 

 

คำนำ

เรื่องราวของสัปเหร่อได้รับความสนใจในหมุ่ชาวเราเนื่องจากการประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากของภาพยนตร์ไทยเรื่อง “สัปเหร่อ”ซึ่งทำรายไม้ได้มากกว่า 600 ล้านแล้วเมื่อของการฉายเวลาผ่านไปเพียง 3 สัปดาห์

ในช่วงเวลานั้นผู้เขียนกำลังให้ความสนใจในเรื่องของคาถาอาคมและได้นำเสนอเรื่องของคาถาอาคมอย่างประสบความสำเร็จในโซเชียลมีเดียต่างๆอยู่พอดี ผู้เขียนก็เลยอยากเอาเรี่องของสัปเหร่อมานำเสนอในรูปเรื่องที่ชื่อว่า “คู่มือสัปเหร่อ ฉบับปฏิบัติงาน”

คู่มือสัปเหร่อ ฉบับปฏิบัติงาน เป็นหนังสือให้ความรู้ความเข้าใจหน้าที่และภารกิจของสัปเหร่อ ตลอดจนเข้าใจขนบธรรมนียมประเพณไทย ว่าด้วยที่สุดของมนุษย์เรา ประกอบด้วยข้อเขียน 4 ตอน ด้วยกัน คือ ตอนที่ 1 ชื่อ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับหน้าที่และความรับผิดชอบของสัปเหร่อ ตอนที่ 2 ชื่อ ฌาปนกิจจานุวัตร (การทำศพ) กล่าวถึงวิธีการในการจัดการเกี่ยวกับศพนับตั้งแต่เมื่อคนเราสิ้นลมถึงแก่มรณภาพจนถึงเก็บอัฐิ ซึ่งแต่ละตอนจะมีการกล่าวถึงปริศนาธรรมและความมุ่งหมายที่บรรพบุรุษของเราได้สอดแทรกเอาไว้นั้นด้วย ตอนที่ 3 ชื่อ พิธีการทำบุญศพ กล่าวถึงรายละเอียดในพิธีกรรมต่อเนื่องหลังจากก็บอัฐิแล้ว คือ การทำบุญ 7 วัน การทำบุญ 50 วัน และการทำบุญ 100 วัน ซึ่งได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการทำบุญตลอดจนถึงบทสวดและความหมายบทสวดที่พระสงฆ์ใช้สวดในการทำบุญทั้ง 3 คราวนี้ด้วย ส่วนตอนที่ 4 ชื่อ พระปรมัตถ์ (กลอนสวด) ซึ่งได้คัดมาจากสมุดไทยโบราณกระดาษขาวตัวดำที่ยากจะหาอ่านได้จากที่ใด ๆ บทสวดนี้กล่าวถึงชีวิตหลังตายของคนเราว่าเมื่อตายแล้วเราจะได้พบกับสิ่งใดบ้าง สิ่งใดไปกับเราได้สิ่งใดไปกับเราไม่ได้ เป็นต้น อันเป็นการยืนยีนคติทางพระพุทธศาสนาว่าคนเราเมื่อตายไปแล้วมิได้ตายแล้วตายเลย

ขอขอบพระคุณแฟนเฟจเฟซบุ๊ก Thongbai Dhirananandankura ทุกท่านที่ได้ติดตามและเป็นแรงกระตุ้นให้ทำงานนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี

พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร

 

สารบาญ

ตอนที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสัปเหร่อ 

ตอนที่ 2 ฌาปนกิจจานุวัตร (การทำศพ) 

ตอนที่ 3 พิธีการทำบุญศพ 

ตอนที่ 4 พระปรมัตถ์ (กลอนสวด) 

 

ตอนที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสัปเหร่อ

1.คู่มือสัปเหร่อ: ความหมาย, ข้อดีของการมีสัปเหร่อ, รายได้ของอาชีพสัปเหร่อ

1.1ความหมายของสัปเหร่อ

สัปเหร่อ (สับปะเหฺร่อ) น. ผู้ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการศพตั้งแต่ทำพิธีมัดตราสัง จนกระทั่งนำศพไปฝังหรือเผา.

1.2 ข้อดีของอาชีพของสัปเหร่อสำหรับพวกเราที่ยังไม่ตาย

ผู้คนที่ล้มตายไปมีส่วนช่วยให้สัปเหร่อมีงานทำ มีเงินเลี้ยงชีพต่อไปได้

1.3 รายได้ของอาชีพสัปเหร่อ

1.3.1 ในต่างประเทศ สัปเหร่อ ถูกเรียกด้วยคำที่หลากหลาย บ้างก็เรียกว่า undertaker บ้างก็เรียกว่า funeral director แต่การจัดงานศพในต่างประเทศ โดยเฉพาะในชาติตะวันตก มีลักษณะเป็น บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการจัดการศพแบบครบวงจร ตั้งแต่งานเอกสาร จัดเตรียมสถานที่ เตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายในการเผาหรือฝังศพ

1.3.2 ในประเทศไทย สัปเหร่อ มีรายได้จากทางวัดและจากเจ้าภาพจัดงานศพ จากรายงานของวัดแห่งหนึ่งระบุว่า “รายได้สัปเหร่อจะได้จากค่าทำศพ มีค่าครูประมาณ 100-150 บาท เมื่อทำพิธีเสร็จสิ้น ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าภาพมีน้ำใจใส่ซองให้สัปเหร่อเท่าไร บางรายไม่มีเงินให้ สัปเหร่อก็ไม่ได้เรียกร้อง ที่วัดถ้าเฉลี่ยแล้ว สัปเหร่อมีรายได้ประมาณเดือนละ 10,000 บาท ปัจจุบันเจ้าภาพจัดซื้อโลงและดอกไม้มาจากโรงพยาบาล"

2.คู่มือสัปเหร่อ: คุณสมบัติของสัปเหร่อ

2.1 คุณสมบัติของสัปเหร่อ(จากงานวิจัย)

อรสม สุทธิสาคร, ในงานวิจัยเมื่อ พ.ศ.2546 บอกว่า คุณสมบัติของสัปเหร่อต้องเป็นคนใจแข็ง ไม่กลัวผี ไม่ใจอ่อน ปลงได้ มีสมาธิ และสติตั้งมั่น มีจิตใจมั่นคง  จากนั้นเรียนรู้วิธีการจัดการกับศพให้ถูกต้องกับโบราณปฏิบัติ

2.2 คุณสมบัติของสัปเหร่อในทางปฏิบัติ

ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดจันทบุรี ได้ประกาศรับสมัครสัปเหร่อ และได้ระบุถึงคุณสมบัติของสัปเหร่อที่ต้องการไว้ดังนี้

 - ต้องอยู่ในกฎระเบียบข้อบังคับของทางวัด

- ต้องมีความรู้เรื่องเตาเผาเป็นอย่างดี (เตาเผารุ่นใหม่)

- ต้องไม่ให้เกิดความขัดแย้งกับเจ้าภาพ

 - ความรู้ความสามารถในเรื่องของการทำพิธีหรือมนต์คาถาต่าง ๆ ก็ขึ้นอยู่กับตัวสัปเหร่อ

3.คู่มือสัปเหร่อ: ตำแหน่งงานรองรับสัปเหร่อมีอยู่ทั่วประเทศ

3.1  ตำแหน่งสัปเหร่อมีกระจายอยู่ทั่วประเทศ

สัปเหร่อมีงานรองรับมากมาย เพราะมีวัดทั่วประเทศมากถึง 41,205 วัด  วัดในฝ่ายมหานิกายมีจำนวนมากที่สุด วัดธรรมยุต จำนวนรองลงมา และก็ยังมีวัดจีนนิกายและวัดอนัมนิกาย(วัดญวน) อีกจำนวนหนึ่งอีกด้วย วัดสวนใหญ่ล้วนมีเมรุเผ่าศพ จะมีบางวัดและเป็นจำนวนไม่มากที่ไม่มีเมรุเผาศพ

3.2 วัดคือแหล่งประกอบอาชีพของสัปเหร่อ

เมื่อมีวัดมากตำแหน่งบรรจุแต่งตั้งสัปเหร่อก็มีมากดุจเงาตามตัว ดังรายการสถิติของวัดต่างๆทั่วประเทศของกรมการศาสนา(เมื่อปี พ.ศ. 2561) เป็นดังนี้

-มหานิกาย 37,366 วัด

-ธรรมยุต 3,803 วัด

-จีนนิกาย 15 วัด

-อนัมนิกาย 21 วัด

3.2 ตำแหน่งสัปเหร่อมีการแข่งขันในระดับต่ำมาก

ตำแหน่งสัปเหร่อ มีการแข่งขันน้อย ไม่เหมือนอาชีพอื่นที่มีการแข่งขันอย่างเข้มข้นและรุนแรง

4.คู่มือสัปเหร่อ: มีสิ่งที่สัปเหร่อต้องเตรียมตัวเตรียมใจ

มีสิ่งที่สัปเหร่อต้องเตรียมตัวเตรียมใจเจอ หลายอย่างเมื่อเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นสัปเหร่อ ทั้งนี้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับสัปเหร่อในต่างประเทศ แต่ก็มีบางข้อน่าจะนำมาแจ้งให้;ว่าที่สัปเหร่อไทยได้ทราบไว้ล่วงหน้า (ตามรายงานของบีบีซีไทย)

4.1สัปเหร่อ เป็นงานที่ต้อง "เหนื่อยทั้งกายและใจ" อย่างในบางโอกาสอาจจะต้องรับงานวันละหลายครั้ง หรือไม่ก็อาจจะได้รับโทรศัพท์กลางดึกเพื่อให้ไปจัดการงานศพ และหลายครั้งร่างผู้เสียชีวิตก็อาจจะเป็นกลุ่มผู้อนาถา ผู้ป่วยจากโรคต่าง ๆ รวมทั้งอาจเป็นเด็ก

4.2 อีกเรื่องที่คนเป็นสัปเหร่อจะต้องเตรียมรับมือ คือ ครอบครัวผู้ตายอาจจะมีคำขอร้องพิเศษหรือแปลก ๆ ดังนั้นควรทำความเข้าใจผู้ว่าจ้างให้ดี

4.3 สิ่งที่จะต้องยอมรับและหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ งานสัปเหร่อจะต้องอยู่รายล้อมด้วยเสียงร้องไห้ระงมของผู้คน ดังนั้นสิ่งที่สัปเหร่อมือโปรควรทำ คือ เตรียมกระดาษทิชชู่ให้พร้อมสำหรับผู้ร่วมงาน

4.4 ไม่เพียงแค่บรรยากาศโศกเศร้าเท่านั้นที่จะปรากฎในงานศพ ผู้ร่วมงานบางคนที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้จากความสูญเสียอาจจะแสดงออกทางอารมณ์รุนแรงหลากหลายแบบ ดังนั้นการทำความเข้าใจอารมณ์ของผู้สูญเสียและช่วยเหลือพวกเขาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน

4.5 ประการสุดท้ายที่จะนำมาเล่า ซึ่งอาจจะคล้าย ๆ กับข้อคิดที่ได้จากภาพยนตร์เรื่อง “สัปเหร่อ” คือ การที่อยู่รายล้อมไปด้วยผู้วายชนม์ อาจจะทำให้ได้แง่คิดใหม่ ๆ หรือเปลี่ยนความคิดต่อคำว่า “ความตาย” หรือเรียนรู้อะไรบ้างอย่างจากความตายได้

5.คู่มือสัปเหร่อ: ผู้ที่ดำรงตำแหน่งต้องตระหนักถึงมลพิษสิ่งแวดล้อมอันเกี่ยวข้องกับการทำหน้าของตนเหมือนกัน

5.1 การสัมมนาเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับงานของสัปเหร่อ

มีอยู่คราวหนึ่ง ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงจัดเสวนาเรื่อง ‘สัปเหร่อ...ความตายกับสิ่งแวดล้อม’ ขึ้น เพื่อสร้างความตระหนักถึงพิษภัยอันตรายจากการเผาศพและการป้องกันอันตราย ควบคู่กับให้ความรู้ ความเข้าใจ และวิธีการปฏิบัติเกี่ยวกับวิธีการเผาศพที่ถูกต้อง

5.2 รายงานการเผาศพของวัดต่างในกรุงเทพ

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ รายงานในที่สัมมนาว่า:

วันนี้ในเขตกรุงเทพฯ มีวัดทั้งสิ้น 433 แห่ง เป็นวัดที่มีเมรุเผาศพ 310 แห่ง ปริมาณศพที่ทำการฌาปนกิจมากถึง 2,500 ศพต่อเดือน อีกทั้งประมาณ 30 วัดยังไม่ได้มาตรฐานในการติดตามตรวจสอบมลพิษทางอากาศด้วย และจากสถิติข้อมูลเตาเผาศพระบุว่ามีวัดทั่วประเทศมากถึง 34,331 วัด ประมาณร้อยละ 80 ของวัดทั่วประเทศจะมีเมรุเผาศพ โดยแต่ละปีจะต้องจัดการเผาศพประมาณ 312,000 ศพต่อปี ยิ่งกว่านั้นกว่าสี่ในห้าของเตาเผาศพทั่วประเทศยังเป็นห้องเผาศพห้องเดียว และหลายจังหวัดในภาคเหนือไม่เผาศพที่วัดแต่เผาศพที่สุสานโดยใช้เตาเผาศพแบบห้องเดียว มีน้อยที่จะใช้เตาเผาศพแบบ 2 ห้องเผา ที่มีทั้งห้องเผาศพและห้องเผาควัน”

5.3 สัปเหร่อต้องปลูกจิตสำนึกเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมด้วย

ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ดำรงตำแหน่งสัปเหร่ออยู่แล้วหรืออยากอยากเข้าดำรงตำแหน่งเป็นสัปเหร่อในวัดต่างๆก็จะต้องปลูกจิตสำนึกในเรื่องของสิ่งแวดล้อมอันเกี่ยวข้องกับพวงหรีด กระดาษเงินกระดาษทอง โรงศพหรูหราสมฐานะที่เผาไหม้ยาก และเรื่องอื่นๆอีกจิปาถะ เอาไว้ด้วยนะจ๊ะคุณสัปเหร่อจ๋า

6. คู่มือสัปเหร่อ: แนวคิดพระพุทธศาสนาต่องานศพ

ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาโดยเฉพาะในพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทยได้อธิบายความหมายของคำว่า การตาย คือ มรณํ หมายถึง ความสิ้นสุดของชีวิต หรือการตาย คือ การที่ขันธุ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)แตกสลาย การทอดทิ้งร่างกาน ความขาดสูญแห่งชีวิตินทรีย์ การที่ชีวิตสูญสิ้น ความสิ้นไป ความเสื่อมไป ความแตกแห่งขันธ์ ความทำลายไป ความไม่เที่ยง ความหายไปแห่งธรรมเหล่านั้น อันใด นี้เรียกว่า มรณะในพระไตรปิฎกกล่าวถึงความตายไว้ว่าเป็นสิ่งที่น่าสังเวช เป็นทุกข์ เป็นอุทาหรณ์ให้เร่งปฏิบัติตนเพื่อพ้นจากความตาย

ประเพณีและพิธีกรรมเกี่ยวกับการตายในสมัยพุทธกาล การจัดงานศพถือเป็นเรื่องนำมาซึ่งความเศร้าโศกสำหรับคนทั่วไป คนอินเดียในสมัยพพุทธกาลมีการจัดการเกี่ยวกับศพโยจะใช้วิธีการต่างๆหลายวิธีด้วยกัน คือ ประเพณีการนำศพไปทิ้งในป่า หรือในป่าช้าผีดิบ ประเพณีนำศพไปฝังดิน ประเพณีการนำศพไปเผา ประเพณีการนำกระดูกมาก่อเจดีย์เก็บไว้บูชา ประเพณีการนำศพไปลอยทิ้งน้ำ

จากคัมภีร์อรรถกถา ให้ข้อค้นพบว่า มักมีการจัดการศพด้วยการเผา บางแห่งมีการจัดการศพด้วยการฝัง หรือการนำไปทิ้ง อย่างเช่นในกรณีของบุตรของนางกีสาโคตรมี ส่วนในกรณีตัวอย่างของการเผาศพนั้น มีกล่าวไว้ในกรณีของนางวิสาขาเมื่อหลานเสียชีวิตได้นำศพของหลานไปฝังไว้

การจัดกงานพระบรมศพของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บอกถึงประเพณีการทำพิธีศพของคนในระดับสูงว่า มีขั้นตอนตามลำดับดังนี้ 1) การสักการะศพ 2) การรดน้ำศพ 3) การห่อศพ 4) การนำศพใส่โลง 5) การบำเพ็ญกุศลศพ 6) สถานที่เผาศพ 7) เรือนสำหรับปลงศพ 8) ขบวนศพ 9)การบังสุกุลศพ 10)การทำประทักษิณาวัตร 11)การจุดไฟเผาศพ 12) การเก็บอัฐิ

เมื่อชาวไทยได้รับพระพุทธศาสนามาเป็นศาสนาของตน เมื่อมีพิธีงานศพจึงมีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา หลักคำสอน และบทบาทของพระสงฆ์ตามขั้นตอนและการประกอบพิธีมีแฝงด้วยปริศนาธรรมต่างๆ ได้แก่

1) ขณะป่วยหนักมีอาการจวนสิ้นใจ ญาติมิตรจะคอยเตือนสติให้ระลึกถึงพระรัตนตรัยและบอกหนทางสวรรค์ หรือนิมนต์พระสงฆ์มาแสดงธรรมเทศนา

2) เมื่อถึงแก่กรรม คติธรรมทางพระพุทธศาสนา เป็นเครื่องยืนยันในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าในความไม่ยั่งยืนแน่นอนของสรรพสิ่งในโลกนี้ ย่อมเป็นไปตามวัฏสงสาร

3) การตั้งบำเพ็ญกุศลศพ ญาติจะนิมนต์พระสงฆ์มาสวดหน้าศพหรือสวดอภิธรรม มีการรับศีล ฟังธรรมเทศนา เป็นพิธีกรรมทำบุญอุทิศส่วนบุญกุศลให้แก่ผู้ตาย รวมทั้งการแสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวที ความเคารพนับถือต่อผู้ตาย

4) การฌาปนกิจศพ จนกระทั่งเก็บอัฐิ พระสงฆ์มีความเกี่ยวข้องเกือบทุกขั้นตอน เช่น การจูงศพออกจากเรือน  การล้างหน้าศพ การสวดมาติกาบังสุกุล การประชุมเพลิง และการเก็บอัฐิ เป็นต้น

7.คู่มือสัปเหร่อ: แนวคิดเกี่ยวกับประเพณีการตาย

ประเพณี หมายถึง แนวทางในการปฏิบัติของบุคคลในแต่ละสังคมที่นิยมปฏิบัติสืบทอดกันมาเรื่อย ๆตามความเชื่อความคิดค่านิยมหรือระเบียบแบบแผนและพิธีการหรือการประกอบพิธีกรรมในโอกาสต่าง ๆ ประเณีมีความสำคัญต่อสังคมอย่างยิ่ง เพราะประเพณีเป็นสิ่งบ่งบอกถึงความปึกแผ่น ความเป็นชาติ ประเพณีเกี่ยวข้องในเรื่องเหล่านี้ คือ ประเพณีเกี่ยวกับการตาย ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อเรื่องผีละวิญญาณ ซึ่งเป็นความเชื่อดั้งเดมที่ผนวกความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพุทธ

ตัวอย่างเช่น ชาวไทยล้านนา มีความเชื่อว่า การตายมี 2 ชนิด คือ 1) ตายดี และ 2 ตายไม่ดี การตายดี หมายถึง การตายเนื่องจากการเจ็บไข้ได้ป่วย ส่วนการตการตานไม่ดี หมายถึง การตายที่เรียกว่า ตายโหง เช่น ผูกคอตาย ตายทั้งกลม ตกค้นไม้ตาย เป็นต้น

ในเวลาประกอบพีศพสำหรับคนตาย 2 ประเภทนี้ก็จะแตกต่างกันไป เช่น กรณีการตายโหง ถือเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเวรเป็นกรรมของคนตาย เมื่อเป็นผีก็จะดุกว่าผีตายตามธรรมชาติ ถ้าตายโหงนอกบ้านจะนำศพเข้ามาในบ้านไม่ได้ จะเก็บศพไว้ค้างคืนไม่ได้ ต้องรีบนำไปฝังที่ป่าช้าในเวลาก่อนค่ำวันนั้น ดังนี้เป็นต้น

8. คู่มือสัปเหร่อ: พิธีกรรมและความเชื่อเกี่ยวกับพิธีงานศพ

โดยทั่วไปชาวไทยแต่ครั้งโบราณมีพิธีกรรมและความเชื่อเกี่ยวกับพิธีงานศพ ดังต่อไปนี้

8.1 การขอขมาพระรัตนตรัย

เมื่อมีคนป่วยอยู่ในบ้านป่วยหนัก ลูกหลานก็จะไปนิมนต์พระมาเทศน์ เพื่อให้ผู้ป่วยรำลึกถึงงศีลธรรม ถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะที่พึ่งในบั้นปลายของชีวิต และลูกหลานจะนำดอกไม้ธูปเทียน ไปวัดเพื่อทำพิธีขอขมาพระรัตนตรัย อันเป็นเครื่องชี้ว่าผู้ป่วยมีความยึดมั่นในพระรัตนตรัย เป็นผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา

8.2 การบอกทาง

มีความเชื่อว่า คนป่วยหนักจากโรคภัยไข้เจ็บ โรคชรา ต้องมีการบอกหนทางแก่คนป่วยหนักนั้นก่อนสิ้นลมหายใจ โดยบอกว่า “พุทโธๆๆๆ”  “อะระหังๆๆ”

8.3 การอาบน้ำศพ

ลูกหลานจะช่วยกันอาบน้ำศพให้แก่ผู้ตาย ตามแบบโบราณต้องต้มน้ำด้วยหม้อดิน เก็บเอาใบไม่สดมาต้มลงไปด้วย เวลาอาบน้ำศพให้อาบด้วยน้ำร้อนก่อน แล้วตามด้วยน้ำเย็น อย่างนี้เป็นต้น

8.4 การแต่งตัวศพ

เมื่ออาบน้ำศพแล้ว ก็ต้องแต่งตัวให้ศพ มีการนุ่งผ้าให้ศพ หวีผมให้ศพ เอาเงินใส่ปากให้ศพ เอาชี้ผึ้งปิดหน้าศพ เป็นต้น

8.5 การมัดตราสัง

มัด 3 เปลาะ ที่คอ ที่มือ และที่เท้า เวลามัดก็ต้องว่าคาถากำกับ การมัดตราสังนี้เป็นหน้าที่ของผู้รู้หรือสัปเหร่อโดยเฉพาะ ตอนมัดคอ ให้ว่า ปุตโต คีเว ตอนมัดมือ ให้ว่า ภะริยา หัตเถ มัดเท้า ให้ว่า ธะนัง ปาเท

8.6 การเบิกโลง

เป็นหน้าที่ของท่านผู้รู้หรือสัปเหร่อเป็นทำให้ ในพิธีก็จะมีการทำไม้ปากกาซึ่งทำจากไม้ซีกผ่าคาบไว้กับโลง มีการใช้ด้ายสายสิญจน์ มีการการใช้มีดหมอ มีการพูดเจรจากันระหว่างเจ้าพิธีกับญาติ เช่น ถามว่า โลงของใคร ญาติก็บอกชื่อของตนตาย นอกจากนั้นในโลงก็ยังต้องเครื่องเซ่น เช่น กุ้งพล่าปลายำ

8.7 การทำเครื่องประกอบโลง

เครื่องประกอบโลง ประกอบด้วยของ 3 อย่าง คือ  ฟากหรือเฝือก ใบตองตานี บันไดวางหลังโลง

8.8 การตั้งศพ

เป็นการตั้งศพไว้ที่บ้านหรือที่วัดเพื่อบำเพ็ญกุศล หรือจะบรรจุเพื่อนำไปฝังหรือเผา การตั้งศพให้ด้านศีรษะของศพหันไปทางทิศตะวันตกเสมอ โดยถือเป็นประเพณืสืบต่อกันมา

8.9 การจุดไฟหน้าศพ

ให้จุดไฟวางไว้ที่ปลายเท้าของศพ ไฟนั้นให้จุดด้วยน้ำมันมะพร้าว ใส่ในกะลามะพร้าว มีเนื้อพร้อมซีกหนึ่ง

 

8.10 การสวดอภิธรรม

ระหว่างการตั้งศพ 3 คืน 5 คืน 7 คืน ตามความสะดวกและความเชื่อของท้องถิ่นนั้นๆ  และจะนิมนต์พระสงฆ์ 4 รูปมาสวดศพ

8.11 การเซ่นศพ

ระหว่าง 3 วันนับบแต่วันตาย จะจัดหาสำรับกับข้าวมาตั้งไว้ข้างโลง 2 เวลา คือ เช้า เย็น เป็นการเซ่นศพ

8. 12 เผาศพ

ถ้าตายวันข้างขึ้นให้เผาวันคี่ ถ้าตายวันข้างแรม ให้เผาวันคู่ ห้ามเผาวันศุกร์ และวันพฤหัสบดี

8.13 การนำศพออกจากบ้าน

มีขั้นตอน คือ ไม่หามศพลอดขื่อ การซักฟากสามซี่ตีหม้อสามใบ การทำประตูป่า การซัดข้าสาร การใช้ไม้ขีดทางนำหน้า ห้ามหามศพข้ามนาข้ามสวน

8.14 โปรยข้าวตอก

มีการโปรยข้าวตอกในระหว่างทางที่เคลื่อนศพออกจากบ้านไปวัดหรือป่าช้า

8.15 การเผาศพ

ต้องคำนึงถึงสาเหตุของการตายว่า เป็นการตายดี หรือตายไม่ดี จะมีข้อปฏิบัติเกี่ยกับศพ 2 ประเภทนี้แตกต่างกัน หากเป็นการตายดีก็จะเผาศพ ส่วนการตายร้ายก็ให้ฝัง

8.16 การทิ้งเบี้ยให้ตากลียายกลา

มีการทิ้งเบี้ย 33 เบี้ย ให้ตากลียายกลา โดยมีคติว่าเป็นค่าจ้างเผา เพราะเชื่อว่าตากลียายกลาเป็นเจ้าของป่าช้า จึงขอซื้อที่สำหรับฝังหรือเผาศพเสียก่อน

8.17 การนำน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ

มีการต่อยผลมะพร้าวให้แตกเอาน้ำล้างหน้าศพ เชื่อกันว่าน้ำมะพร้าวเป็นน้ำบริสุทธิ์ ไม่ระคนด้วยเปลือกตม เป็นการทำให้วิญญาณของผู้ตายบริสุทธิ์ก่อนที่จะนำศพเข้าเชิงตะกอน

8.18 การโยนผ้าข้ามเชิงตะกอน

ขณะไฟกำลังลุกในเชิงตะกอน ก็จะมีการโยนผ้าขาว เสื้อผ้า หรือมุ้งของผู้ตาย ข้ามกองไฟไปมา 3 ครั้ง

8.19 การชักฟืน 3 ดุ้น

สัปเหร่อชักฟืน 3 ดุ้นแล้วญาติๆจึงกลับบ้านกันได้

8.20 การบวชหน้าไฟ

ลูกหลานของผู้ตายบวชเป็นสามเณรหรือเป็นพระในวันเผา มักบวชอยู่ 3 วัน เพื่ออุทิศบุญกุศลแก่ผู้ตาย

8. 21 การสวดหน้าไฟ

นิมนต์พระสงฆ์ 4 รูปมานั่งสวดอภิธรรม เพื่อให้ลูกหลาน และผู้ร่วมงานได้พิจารณาว่าทุกคน”เกิดแล้วต้องตาย”

8. 22 เดินสามหาบ

รุ่งเช้าก่อนเก็บอัฐิ จะมีการจัดข้าวของถวายพระสงฆ์ 3 หาบ ให้ลูกหลานหาบเดินเวียนเชิงตะกอน 3 รอบ และส่งเสียงกู่ด้วย

8. 23 การแปรรูป

เช้าหลังวันเผา ในตอนก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น สัปเหร่อผู้เผาจะมาแปรรูป ถือว่าเพื่อให้ผู้ตายรับอรุณของวันใหม่

8.24 การเก็บอัฐิ

มีการเก็บอัฐิใส่เกศ ส่วนเถ้าก็นำไปลอยในน้ำ นำไปฝัง หรือบรรจุในเจดีย์

9.คู่มือสัปเหร่อ: บทบาทของสัปเหร่อในการทำศพ

บทบาทของสัปเหร่อที่มีต่อพิธีศพเป็นพฤติกรรมการปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ที่ได้รับตำแหน่งทางสังคมหรือกิจกรรมและภาระหน้าที่ที่มีความเกี่ยวข้องต้องดำเนินการ จากการศึกษาถึงบทบาทหน้าที่ของสัปเหร่อที่มีต่อพิธีงานศพ จะมีความสอดคล้องกับพิธีกรรมความเชื่อเกี่ยวกับงานศพด้วย แต่บางพิธีกรรมความเชื่อหรือขั้นตอนอาจไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับบทบาทหน้าที่ของสัปเหร่อ ซึ่งอาจจะเป็นบทบาทหน้าที่ของญาติพี่น้องของผู้ตาย พระสงฆ์ผู้นำทำพิธีทางศาสนา เป็นต้น ดังนั้น จึงได้ศึกษาและรวบรวมพิธีกรรมและความเชื่อเกี่ยวกับพิธีศพที่มีความเกี่ยวข้องกับบทบาทหน้าที่ของสัปเหร่อได้ดังนี้

9.1 การบอกหนทาง

การบอกหนทางจะกระทำโดยบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือผู้ลำบากก่อนใกล้สิ้นลมหายใจ รวมทั้งสัปเหร่อก็อาจทำหน้าที่นี้ได้ เนื่องจากสัปเหร่อก็คือบุคคลที่อยู่ในสังคมเดียวกันกับผู้ป่วย มีความคุ้นเคยกับครอบครัวของคนใกล้ตายและเป็นผู้ที่ญาติพี่น้องของคนใกล้ตายเชื่อว่าจะสามารถนำทางให้ดวงวิญญาณของผู้ป่วยไปสู่สุคติเมื่อยามคนลำบากสิ้นใจ เพราะสัปเหร่อเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับวัดและพระสงฆ์ จึงได้รับความเชื่อถือจากสังคมนั้น

9. 2 การอาบน้ำศพ

การอาบน้ำศพจะปฏิบัติโดยญาติพี่น้องและผู้ที่มีความรู้ในการปฏิบัติซึ่งก็ควรจะเป็นหน้าที่ของสัปเหร่อ หรือผู้ที่เกี่ยวช้องจะคอยกำกับดูแล ในปัจจุบันอาจเป็นหน้าที่ของพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ด้วยเหตุจากอาการเจ็บป่วยจะต้องเข้ารับการรักษาและเสียชีวิคในขณะนั้น จะมีการจัดการทำความสะอาดศพ ฉีดยาศพ ตกแต่งสภาพศพ เป็นต้น และญาติเป็นเพียงผู้รับศพไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณี

9.3 การแต่งตัวศพ

9.3.1 การแต่งตัวหวีผม

เมื่ออาบน้ำศพเสร็จแล้วต้องแต่งตัวหวีผมศพ ซึ่งจะแตกต่างกัน บางแห่งหวีผมไปทางซ้าย บางแห่งหวีผมแบ่งหน้าแบ่งหลัง บางแห่งหวี 3 หนเท่านั้น ที่เหมือนกันทุกแห่ง คือ เมื่อหวีผมให้กับศพแล้วจะต้องหักหวีทิ้งหรือโยนลงในโลง บางแห่งหัก 2 ท่อน บางแห่งหัก 3 ท่อน ขึ้นอยู่กับสัปเหร่อแต่ละคน และแต่ละท้องถิ่น

9.3.2 การนุ่งผ้าศพ

สัปเหร่อต้องคอยกำกับดูแล การนุ่งผ้าศพโดยจะจัดการแต่งกายศพด้วยชุดเสื้อผ้าดีที่สุด หรือชุดที่ผู้ตายชอบไส่ และบางแห่งนิยมนุ่งผ้าให้ศพโดยการสวมเสื้อกลับกัน บางแห่งนิยมนุ่งผ้า 2 ชั้น ตามประเพณีนิยม เรียกได้ว่าเป็นการนุ่งผ้าสำหรับศพ หรือแต่งให้กับผี ขึ้นอยู่กับผู้รู้หรือสัปเหร่อแต่ละคนและแต่ละท้องถิ่น

9.4 การเอาเงินใส่ปากศพ

การเอาเงินใส่ปากศพนั้น ในอดีตกล่าวว่าเพื่อเป็นค่าจ้างแก่สัปเหร่อที่จะนำศพไปเผา และการใส่ไว้ในปากนั้นก็เพื่อสะดวกแก่การค้นหาเหรียญค่าจ้าง หรือถ้าในกรณีเจ้าภาพสัญญาจะให้ค่าจ้างแก่สัปเหร่อภายหลัง ถ้าไม่ใส่เงินในปากก่อนเกรงว่าสัปเหร่อจะไม่ยอมในเวลามัดศพ เพราะเจ้าภาพอาจบิดพลิ้วไม่ยอมจ่ายค่าจ้าง อีกนัยหนึ่งกล่าวว่า เมื่อได้เวลาเผาศพจะนำเงินออกจากปากศพและเก็บไว้เป็นที่ระลึกหรือเป็นเครื่องราง ซึ่งเรียกันว่า เงินปากผี

9.5 การมัดตราสัง

ผู้ที่ทำหน้าที่มัดตราสังต้องเป็นผู้ที่ได้ฝึกหัดเคยมัดศพและเรียนรู้คาถาที่จะว่ากล่าวในเวลาผูกมัดศพ ซึ่งสัปเหร่อจะต้องเชี่ยวชาญในการมัดตราสังศพด้วยด้ายหรือด้วยฝ้ายดิบขนาดโตเท่านิ้วก้อย ผูกมัดเป็น 3 เปราะ คือ ที่เท้า ที่มือ และที่คอ ซึ่งเมื่อมัดแต่ละเปราะก็จะว่าคาถากำกับด้วย

9.6 การเบิกโลง

การเบิกโลงจะเป็นหน้าที่ของสัปเหร่อหรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้คาถาอาคม การประกอบพิธีเบิกโรงต้องเป็นไปตามขั้นตอน พิธีกรรมและความเชื่อวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น

9.7 การทำเครื่องประกอบโลง

เมื่อทำการเบิกโลงเสร็จแล้วสัปเหร่อจะทำเครื่องประกอบโลง ซึ่งประกอบด้วยฟากหรือเฝือกที่ทำด้วยไม่ไผ่ ถักด้วยหวายทำเป็นหมอนรอง ใช้ใบตองตานื 3 ยอด มาปูรองกะนน้ำเหลืองไหลลงก้นโลงและการทำบันไดหลังโลงหรือบันไดผี

9.8 การตั้งศพ

หลังจากทำเคริ่องประกอบโลงแล้วนั้นสัปเหร่อก็จะทำการบรรจุศพลงโลง และตั้งไว้ที่บ้านหรือที่วัดเพื่อบำเพ็ญกุศลศพ โดยการตั้งศพต้องตั้งหันศีรษะศพไปทางทิศตะวันตกตามประเพณีสืบต่อกันมา

9.9 การจุดไฟไว้หน้าศพ

การจุดไฟไว้หน้าศพที่ยังอยู่ในบ้านเรือน แม้จะนำเข้าโลงแล้วก็ตาม จะทำการจุดตามไฟศพ ไว้ปลายเท้า ซึ่งกล่าวถึงปริศนาธรรมหลายประการ เช่น ว่าเป็นเครื่องเตือนสติคนเป็นให้หาทางไปแต่ทางสว่างทางดี ไม่ไปทางมืดคือทางไม่ดี บ้างก็กล่าวถึงว่าคราวตายแล้วธาตุทั้ง 4 ก็แยกกันไป จึงจุดตามไฟไว้เป็นพยาน และก็ว่าเป็นการให้ความหมาดเป็นประทีปส่องให้คนทั้งหลายรู้ว่าตรงนั้นมีศพ จะได้ไม่เดินไปกระทบในเวลากลางคืน หรือใช้แสงสว่าง ซึ่งเรียกว่า “ไฟยาม” หรือ “ตะเกียงชีวิต”

9.10 การนำศพออกจากบ้าน

การนำศพออกจากบ้าน สัปเหร่อก็จะต้องคอยกำกับดูแลให้เป็นไปตามขั้นตอนที่ยึดถือกันมาแต่ครั้งโบราณ  คือ ไม่หามศพลอดขื่อ การซักฟากสามซี่ การตีหม้อสามใบ การทำประตูป่า เมื่อนำศพออกไปพ้นประตูบ้านแล้วจะรื้อทิ้งเพื่อป้องกันไม่ให้วิญญาณของผู้ตายกลับมาบ้านได้ การซัดข้าวสารระหว่างทาง  การใช้ไม้ขีดตามทาง และห้ามหามข้ามนาข้ามสวน

9.11 การโปรยข้าวตอก

การโปรยข้าวตอกในระหว่างเคลื่อนศพออกจากบ้านไปสู่วัดหรือป่าช้าตลอดเส้นทาง สัปเหร่อก็จะต้องกระทำเองหรือคอยกำกับดูแลผผู้อื่นให้ทำ

9.12 การเผาศพ

ก่อนการเผาศพสัปเหร่อจะดูแลกำกับให้เป็นไปตามความเชื่อในการทิ้งเบี้ยให้ตากลียายกลาเพื่อซื้อที่สำหรับฝังหรือเผาศพกับเจ้าของป่าช้า และจะนำโลงศพเดินเวียนเชิงตะกอนจากซ้ายไปขวา 3 รอบ ก่อนนำศพตั้งบนเชิงตะกอน หลังจากนั้นก็จะเปิดฝาโลง ตัดตราสังออก นำน้ำมะพร้าวมาล้างหน้าศพเพื่อให้ลูกหลานดูหน้าเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเผาศพ นอกจากนั้นยังมีความเชื่อในการโยนผ้าข้ามศพที่กำลังลุกไหม้ 3 ครั้ง และการชักฟื้น 3 ดุ้น อันเป็นการเสร็จพิธีการเผาศพ

9.13 วันเผาศพ

วันเผาศพนั้น สัปเหร่อก็ต้องคอยกำกับดูแลและเตรียมการให้เป็นไปตามความเชื่อเกี่ยวกับการกำหนดวันเผาศพตามความเชื่อของผู้มีความรู้ด้านพิธีกรรมหรือสัปเหร่อ คือ ถ้าตายวันข้างขึ้นให้เผาวันคี่ ถ้าตายวันข้างแรมให้เผาวันคู่ และยังห้ามเผาในวันศุกร์เพราะถือว่าเป็นวันมงคล วันที่เป็นสุขไม่ควรทำให้ทุกข์ ห้ามเผาในวันพฤหัสบดีเพราะเป็นวันครู และห้ามเผาวันพระเพราะเป็นวันที่ต้องรักษาศีล ถ้าเผาวันนี้จะเป็นการรบกวนชีวิตสัตว์ที่อยู่ในศพ

9.14 วันแปรรูป

ตอนเช้าตรู่ของวันที่ถัดจากเผา สัปเหร่อผู้เผาจะมาแปรรูปก่อนพระอาทิตย์ก่อนขึ้น ถือว่าเพื่อให้ผู้ตายได้รับอรุณของวันใหม่ จะนำกระดูกของผู้ตายมาทำให้เป็นรูปคน หันด้านที่เป็นศีรษะไปทางทิศตะวันตก แล้วนิมนต์พระสงฆ์มาชักผ้าบังสุกุลตาย เสร็จแล้วลบรูปเดิมเสีย ทำเป็นรูปขึ้นมาใหม่ให้เป็นรูปคน หันด้านศีรษะไปทางตะวันออก สมมติว่าเป็นการเกิด เจ้าภาพบางรายจะเอาแก้วแหวนเงินทองโปรยลงบนกระดูกประพรมด้วยของหอม นำน้ำผสมขมิ้นซึ่งถือเป็นน้ำแม่คงคา น้ำมะพร้าวถือเป็นหัวใจของจุฬามณี และน้ำหอม นำน้ำทั้งหมดนี้มาพรมกระดูกเรียกว่า “กำยานร้อยแปด” แล้วจึงนิมนต์พระมาชักสุกุลเป็น จึงถือว่าเสร็จพิธี

9.15 การเก็บอัฐิ

เมื่อแปรรูปเสร็จแล้ว สัปเหร่อก็จะคอยกำกับดูแลในเรื่องเก็บกระดูกใส่โกศ ส่วนเถ้าก็ใช้ผ้าขาวห่อไว้ นำไปลอยน้ำ นำไปฝังหรือบรรจุเจดีย์ หรือหากมีการทำบุญเลี้ยงพระเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย เรียกว่า ทำบุญอัฐิ 7 วันหลังเผา หรือบางแห่งจะทำต่อเนื่องให้เสร็จงานในรวดเดียวเลย

สรุปได้ว่า ในการทำหน้าที่เกี่ยวกับทำศพนั้น สัปเหร่อจะต้องมีบทบาททำหน้าที่ 14 อย่าง คือ การบอกหนทาง การอาบน้ำศพ การแต่งตัวศพ การมัดตราสัง การเบิกโลง การทำเครื่องประกอบโลง การตั้งศพ การตามไฟหน้าศพ การนำศพออกจากบ้าน การโปรยข้าวตอก  การเผาศพ การกำหนดวันเผาศพ การแปรรูป และการเก็บอัฐิ

10. คู่มือสัปเหร่อ: จรรยาบรรณของสัปเหร่อ

10.1 ความหมายของจรรยาบรรณ

จรรยาบรรณ คือ ประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบอาชีพแต่ละอาชีพกำหนดขึ้นเพื่อรักษา และส่งเสริมเกียรติคุณชื่อเสียงรวมถึงฐานะของสมาชิก อาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้

10.2 จรรยาบรรณของสัปเหร่อ

จรรยาบรรณของสัปเหร่อมีดังต่อไปนี้ คือ

1) คติความเชื่อพื้นฐานของความเป็นสัปเหร่อเกี่ยวกับการทำพลี(อ่านว่า พะลี )การนับถือครูที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้ รวมทั้งคาถาอาคมเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมบางอย่าง ซึ่งเป็นความเชื่อเฉพาะส่วนบุคคลเกี่ยวกับความปลอดภัยและการระลึกถึงครูอาจารย์

2) คติพื้นฐานความเชื่อของการเป็นสัปเหร่อเกี่ยวกับทำพลีให้แก่ผีเจ้าที่ซึ่งเป็นความเชื่อเฉพาะส่วนบุคคลเกี่ยวกับความปลอดภัย

3) การไม่เรียกร้องเงินทองเกินความจำเป็นกับเจ้าภาพงานศพ

4) การไม่เลือกปฏิบัติ การไม่แสดงกิริยารังเกียจศพผู้ตาย ดูหมิ่นเหยียดหยาม และไม่เคารพ

5) การรักษาภาพพจน์ที่ดี

6) การปฏิบัติตามความเชื่อประเพณีนิยมท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด

11.คู่มือสัปเหร่อ: คาถาอาคมและพระเวทปลุกเสกตัวเองให้มีความเข้มขลังพร้อมที่จะเป็นสัปเหร่อ ( ตอนที่ 1)

คาถาอาคมและพระเวทปลุกเสกตัวเองให้มีความเข้มขลังพ้อมที่จะเป็นสัปเหร่อเพื่อให้มีคุณสมบัติครบถ้วนในการทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อ

ด้วยเหตุที่ สัปเหร่อ มีนิยามว่า ผู้ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการศพตั้งแต่ทำพิธีมัดตราสัง จนกระทั่งนำศพไปฝังหรือเผา" และกาารจะเป็น สัปเหร่อที่ดีได้ ก็จะต้องปลุกเสกตัวเองให้มีความเข้มขลัง และมีคุณสมบัติเฉพาะทาง คือ ต้องเป็นคนใจแข็ง ไม่กลัวผี ไม่ใจอ่อน ปลงได้ มีสมาธิ และสติตั้งมั่น มีจิตใจมั่นคง  จากนั้นเรียนรู้วิธีการจัดการกับศพให้ถูกต้องกับโบราณปฏิบัติ

===========================

11.1 คาถาปลุกเสกตัวเอง

การปลุกเสกตัวเองของสัปเหร่อก็ต้องกระทำอย่างเข้มข้นดังจะได้พรรณนาลำดับพระคุณและพระคาถาที่ใช้ปลุกเสกในแต่ละอันดับ ซึ่งมีสิริรวมกัน 6 ละดับ ดังต่อไปนี้

ลำดับที่ 1

ให้นั่งประนมมือ ระลึกถึง กราบบูชาในใจ ถึงพระคุณพระรัตนตรัย (พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์) พระคุณบิดามารดา พระคุณครูบาอาจารย์ พระคุณและอำนาจแห่งองค์เวทมนตร์คาถาที่ตนตั้งใจเล่าเรียนมา พระคุณและอำนาจแห่งเทพยดาชั้นต่างๆที่สถิต ณ บ้าน ณ เมือง ณ ประเทศชาติของตน พระคุณและอาจแห่งเทพยดาในเทวโลก และในพรหมโลก สักพักใหญ่ๆก่อนเป็นเบื้องแรกอย่างคนกตัญญู

============================

ลำดับที่ 2

1.ตั้งนะโม 3 จบ

ตั้งนะโม 3 จบ คือ การบูชาพระปัญญาธิคุณ  พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณ ของพระพุทธเจ้านั่นเอง

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมามัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมามัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมามัมพุทธัสสะ

2.เจริญพระพุทธคุณ

ก.เจริญพระพุทธคุณแบบเดินหน้า

ก.อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะธัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ

(แล้วเป่าลงไปในตัวพร้อมยกมือครอบตัวลงมา)

ข.เจริญพระพุทธคุณแบถอยหลัง

ติ วา คะ ภะ โธ พุท นัง สา

นุส มะ วะ เท ถา สัต ถิ ระ

สา มะ ทัม สะ วิ ปุ โร ตะ

นุต อะ ทู วิ กะ โล โต คะ

สุ โน ปัน สัม ณะ ระ จะ ชา

วิช โธ พุธ สัม มา สัม หัง ระ

อะ วา คะ ภะ โส ปิ ติ อิ

(แล้วเป่าลงไปในตัวพร้อมยกมือครอบตัวลงมา)

3. เจริญพระธรรมคุณแบบเดินหน้า

ก. เจริญพระธรรมคุณแบบเดินหน้า

สวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหีติ

(แล้วเป่าลงไปในตัวพร้อมยกมือครอบตัวลงมา)

ข.เจริญพระธรรมคุณแบบถอยหลัง

ติ หี ญู วิญ โพ ตัพ ทิ เว

ตัง จัต ปัจ โก ยิ นะ ปะ โอ

โก สิ ปัส หิ เอ โก สิ กา อะ

โก ฐิ ทิฏ สัน โน ธัม ตา

วะ คะ ภะ โต ขา วาก สะ

(แล้วเป่าลงไปในตัวพร้อมยกมือครอบตัวลงมา)

4. เจริญพระสังฆคุณ

ก.เจริญพระสังฆคุณแบบเดินหน้า

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ

(แล้วเป่าลงไปในตัวพร้อมยกมือครอบตัวลงมา)

ข.เจริญพระสังฆคุณแบบถอยหลัง

ติ สา กัส โล ตัง เขค ญัก ปุญ  รัง ตะ นุต อะ

โย ณี กะ ระ สี ชะ อัญ โย เณย ขิ ทัก โย เณย

หุ ปา โย เณย หุ อา  โฆ สัง กะ วะ สา โต วะ คะ

ภะ สะ เอ ลา  คะ ปุค สะ ริ ปุ ฐะ อัฏ นิ คา ยุ สะ

ริ ปุ ริ ตา จัต ทัง ทิ ยะ โฆ สัง กะ วะ สา โต วะ คะ

ภะ โน ปัน ฏิ ปะ จิ มี สา โฆ สัง กะ วะ สา โต วะ คะ

โน ปัน ฏิ ปะ ยะ ญา โฆ สัง กะ วะ สา โต วะ คะ ภะ

โน ปัน ฏิ  ปะ ชุ อุ โฆ สัง กะ วะ สา โต วะ คะ ภะ

โน ปัน ฏิ ปะ สุ.

(แล้วเป่าลงไปในตัวพร้อมยกมือครอบตัวลงมา)

===========================

ลำดับที่ 3

ปลุกเสกตัวด้วยพระคาถาชัยชนะของพระพุทธเจ้า

(ซึ่งเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่)

1.พาหุงสะหัส สะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง

ครีเมขะลัง อุทิตะโฆ ระสะเสนะมารัง

ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

2.มาราติเร กะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง

โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง

ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

3.นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง

ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง

เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

4.อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง

ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง

อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

5.กัตตะวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา

จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะยะกายะมัชเฌ

สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

6.สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกาวาทะเกตุง

วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง

ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

7.นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง

ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต

อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

8.ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง

พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง

ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

9.เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฉฐะคาถา โย

วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที

หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ

โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ

(คาถาปลุกเสกตัวเอง ยังมีต่อ)

คู่มือสัปเหร่อ: คาถาอาคมและพระเวทปลุกเสกตัวเองให้มีความเข้มขลังพร้อมที่จะเป็นสัปเหร่อ ( ตอนที่ 2) #สัปเหร่อ #funeraldirector #undertaker

===========================================

อันดับที่ 4

ปลุกเสกตัวด้วยมงคล 38 ประการ ที่พระพุทธฌจ้าประสิทธิ์ไว้

(เพื่อให้คุณที่เป็นอุดมในโลกมาอยู่ในตัว)

1. อะเสวะนา จะ พาลานัง

ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา   

ปูชา จะ ปูชะนียานัง

เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

2. ปะฏิรูปะเทสะวาโส จะ 

ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตา

อัตตะสัมมาปะณิธิ  จะ

เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

3. พาหุสัจจัญจะ สิปปัญจะ

วินะโย จะ สุสิกขิโต   

สุภาสิตา จะ ยา วาจา 

เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

4. มาตาปิตุอุปัฏฐานัง

ปุตตะทารัสสะ สังคะโห

อะนากุลา จะ กัมมันตา

เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

5. ทานัญจะ ธัมมะจะริยา จะ

ญาตะกานัญจะ สังคะโห    

อะนะวัชชานิ กัมมานิ   

เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

6. อาระตี วิระตี ปาปา

มัชชะปานา จะ สัญญะโม   

อัปปะมาโท จะ ธัมเมสุ

เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

7. คาระโว จะ นิวาโต จะ

สันตุฏฐี จะ กะตัญญุตา

กาเลนะ ธัมมัสสะวะนัง

เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

8. ขันตี จะ โสวะจัสสะตา

สะมะณานัญจะ ทัสสะนัง    

กาเลนะ ธัมมะสากัจฉา

เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

9. ตะโป จะ พรัหมะจะริยัญจะ

อะริยะสัจจานะ ทัสสะนัง   

นิพพานะสัจฉิกิริยา จะ

เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

10. ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ

จิตตัง ยัสสะ นะ กัมปะติ     

อะโสกัง วิระชัง เขมัง  

เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

11. เอตาทิสานิ กัตวานะ

สัพพัตถะมะปะราชิตา

สัพพัตถะ โสตถิง คัจฉันติ

ตันเตสังมังคะละมุตตะมันติ ฯ

หมายเหคุ เมื่อปลุกเสกมมงคลจบแต่ละข้อ ก็ให้ประนมมือขึ้นเหนือศีรษะและสวมลงตรงศีรษะกลางกระหม่อมแล้วลูบมาที่ร่างกายของตน

===========================================

ลำดับที่ 5

ปลุกเสกด้วยมงคลจักรวาฬน้อยในโลกธาตุ

สัพพะพุทธานุภาเวนะ สัพพะธัมมานุภาเวนะ สัพพะสังฆานุภาเวนะ พุทธะระตะนัง ธัมมะระตะนัง สังฆะระ-ตะนัง ติณณัง ระตะนานังอานุภาเวนะ  จะตุราสีติสะหัสสะธัมมักขันธานุภาเวนะ  ปิฏะกัตตะยานุภาเวนะ  ชินะสา-วะกานุภาเวนะ  สัพเพเตโรคา สัพเพ เต ภะยา สัพเพ เต อันตะรายา สัพเพ เต อุปัททะวา สัพเพ เต ทุนนิมิตตา สัพเพ เต อะวะมังคะลา วินัสสันตุ อายุวัฑฒะโก ธะนะวัฑฒะโก สิริวัฑฒะโก ยะสะวัฑฒะโก พะละวัฑฒะโกวัณณะวัฑฒะโก สุขะวัฑฒะโก โหตุ สัพพะทา ฯ

ทุกขะโรคะภะยา เวรา        โสกา สัตตุจุปัททะวา

อะเนกา อันตะรายาปิ        วินัสสันตุจะ เตชะสา

ชะยะสิทธิธะนัง ลาภัง        โสตถิภาคยัง สุขัง พะลัง

สิริอายุจะ วัณโณ จะ        โภคัง วุฑฒี จะ ยะสะวา

สะตะวัสสา จะ อายูจะ        ชีวะสิทธี ภะวันตุ เต ฯ

(สวดเสร็จแล้ว เป่าลงไปที่ตัวเรา)

========================================

ลำดับที่ 6

ปลุกเสกด้วยมงคลจักรวาฬใหญ่ในโลกธาตุ

เป็นการเชิญอานุภาพและความศักดิ์สิทธิ์อันบิ่งใหญ่ในองค์พระพุทธเจ้าเข้ามาสถิตในตัว

สิริธิติมะติเตโชชะยะสิทธิมะหิทธิมะหาคุณาปะริมิตะปุญญาธิการัสสะสัพพันตะรายะนิวาระณะสะมัตถัสสะ  ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ทวัตติงสะมะหาปุริสะลักขะณานุภาเวนะ อะสีตยานุพยัญชะนานุภาเวนะ  อัฏฐุตตะระสะตะมังคะลานุภาเวนะ ฉัพพัณณะรังสิยานุภาเวนะ เกตุมาลานุภาเวนะ ทะสะปาระมิตานุภาเวนะ ทะสะอุปะปาระมิตานุภาเวนะทะสะปะระมัตถะปาระมิตานุภาเวนะ  สีละสะมาธิปัญญานภาเวนะ พุทธานุภาเวนะ ธัมมานุภาเวนะ สังฆานุภาเวนะ เตชานุภาเวนะ อิทธานุภาเวนะ พะลานุภาเวนะ เญยยะธัมมานุภาเวนะ จะตุราสีติสะหัสสะธัมมักขันธานุภาเวนะ ุ นะวะโลกุตตะระธัมมานุภาเวนะ อัฏฐังคิกะมัคคานุภาเวนะ อัฏฐะสะมาปัตติยานุภาเวนะ ฉะฬะภิญญานุภาเวนะ จะตุสัจจะญาณานุภาเวนะ ทะสะพะละญาณานุภาเวนะ  สัพพัญญุตะญาณานุภาเวนะ เมตตากะรุณา  มุทิตา อุเปกขานุภาเวนะ สัพพะปะริตตานุภาเวนะ ระตะนัตนุภาเวนะ  (เป่างลงที่ตัว)

มัยหัง สัพพะโรคะโสกุปัททะวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสา  วินัสสันตุ สัพพะอันตะรายาปิ วินัสสันตุ  (เป่าลงที่ตัวแล้วใช้มือลูบตัวตั้งแต่ศีรษะจนถึงปลายเท้า เพื่อปัดเป่าขับไล่โรคภัย สิ่งชั่วร้าย เคราะห์กรรมให้หลุดพ้นไปจากชีวิตตน)

สัพพะสังกัปปา ตุยหัง สะมิชฌันตุ (ตั้งใจกล่าวคำอธิษฐานให้สิ่งต่างๆที่เราต้องการจะได้ จะให้เป็น จงบังเกิดและได้รับความสำเร็จในสิ่งนั้น)

ทีฆายุตา ตุยหัง โหตุ สะตะวัสสะชีเวนะ สะมังคิโก โหตุ สัพพะทา ฯ อากาสะปัพพะตะวะนะภูมิคังคามะหาสะมุททา  อารักขะกา  เทวะตา สะทา  ตุมเห อะนุรักขันตุ ฯ (เป่างลงในตัวเรา  พร้อมตั้งจิตอธิษฐานเอาเองว่าจะให้เป็นคนดีมีความสุขในทางไหนบ้าง)

       นักขัตตะยักภูตานัง ปาปัคคะหะนิวาระณา

ปะริตตัสสานุภาเวนะ หันตวา เตสัง อุปัททะเว

       นักขัตตะยักภูตานัง ปาปัคคะหะนิวาระณา

ปะริตตัสสานุภาเวนะ หันตวา เตสัง อุปัททะเว

       นักขัตตะยักภูตานัง ปาปัคคะหะนิวาระณา

ปะริตตัสสานุภาเวนะ หันตวา เตสัง อุปัททะเว

(คาถาปลุกเสกตัวเองของสัปเหร่อ จบ)

12.คู่มือสัปเหร่อ: อาถาอาคมที่สัปเหร่อใช้เพื่อป้องกันภัยจากภูตผีปีศาจและเพื่อช่วยเหบลือเกื้อกูลผู้อื่นตามความจำเป็นของชุมชน #สัปเหร่อ #undertaker #funeraldirector

เนื่องจากสัปเหร่ออยู่ใกล้ชิดกับศพของคนตาย และอาจจะมีคนอื่นถูกผีเข้าสิงจะได้ช่วยเหลือ ตลอดจนอัญเชิญเทวดาให้มาพิทักษ์รักษาตน  การให้บริการแก่ชุมชนในท้องถิ่นที่มีปัญหาและต้องการความช่วยเหลือ ก็ต้องมีคาถาอาคม ให้เลือกใช้บทใดบทหนึ่งหรือทั้งหมดแล้วแต่อัธยาศัย

==================================

พระคาถาอิติปิโสรัตนมาลา พระคาถาจำเป็นสำหรับสัปเหร่อ

พระพุทธคุณ 56

อิติปิ โส ภะคะวา. อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, วิชชาจะระณะสัมปันโน, สุคะโต โลกะวิทู, อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ, สัตถา เทวะมะนุสสานัง, พุทโธ ภะคะวาติ.

===================================

คาถาป้องกันศัสตราอาวุธ แคล้วคลาดจากศัตรู 

1.อิ.

อิฏโฐ สัพพัญญุตัญญานัง....... อิจฉันโต อาสะวักขะยัง

อิฏฐัง ธัมมัง อะนุปปัตโต........อิทธิมันตัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงปรารถนาพระสัพพัญญุตญาณ ทรงปรารถนาธรรมที่สิ้นอาสวะ ก็ได้ทรงบรรลุธรรมที่ทรงปรารถนาแล้ว ข้าฯขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าผู้ทรงมีความสำเร็จพระองค์นั้น

อานุภาพ

จงหมั่นภาวนา ป้องกันศาสตรา ห่อนต้องอินทรีย์ ทั้งให้แคล้วคลาด นิราศไพรี สิริย่อมมี แก่ผู้ภาวนา

========================================

คาถาป้องกันภัยจากภูตผีปิศาจ ทั้งปอบห่า ไม่ให้มาหลอกหลอน #สวดมนต์ #คาถาอาคม #มนต์คาถา

2. ติ.

ติณโณ โย วัฏฏะทุกขัมหา...... ติณณัง โลกานะมุตตะโม

ติสโส ภูมี อะติกกันโต.............ติณณะโอฆัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงข้ามพ้นจากทุกข์ในวัฏฏะแล้ว เป็นผู้ทรงพระคุณสูงสุดในไตรโลก ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะแล้วพระองค์นั้น

ถึงบทนี้ไซร้ หมั่นภาวนาไว้ กันภัยนานา ภูตผีปีศาจ มิอาจเข้ามา ทั้งปอบทั้งห่า ไม่มาหลอกหลอน

=======================================

คาถาเสกหมากพลู  แป้ง กระแจะ น้ำมันหอม ประพรมทั่วกาย เป็นเสน่ห์แก่คนทั้งปวง 

3. ปิ.

ปิโย เทวะมะนุสสานัง....... ปิโย พรหมานะมุตตะโม

ปิโย นาคะสุปัณณานัง..... ปิณินทริยัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด เป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นที่รักสูงสุดของพรหมทั้งหลาย ตลอดไปจนถึงดิรัจฉานมีนาคและครุฑเป็นอาทิ ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าผู้มีอินทรีย์อิ่มพระองค์นั้น

อานุภาพ

ภาวนานึก สติตรองตรึก อย่าทำร้อนใจ สารพัดเมตตา อย่าได้อาวรณ์ ครูแต่เก่าก่อน เคยได้ใช้มา เสกหมากรับประทาน เป็นที่เสน่หา แก่ชนทั้งหลาย

=========================================

คาถาเสกเพื่อป้องกันอันตราย ทุกข์ ภัยพิบัติจากเหล่าคนร้าย และศัตรู

4. โส.

โสกา วิรัตตะจิตโต โย...... โสภะนาโม สะเทวะเก

โสกัปปัตเต ปะโมเทนโต... โสภะวัณณัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด มีพระจิตคลายจากความโศกแล้ว เป็นผู้งดงามในโลกนี้กับทั้งเทวโลก ทรงยังสัตว์ทั้งหลายผู้เศร้าโศกให้หายโศก ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าผู้มีพระฉวีวรรณงามพระองค์นั้น

อานุภาพ

ภาวนาทุกวัน ตามกำลังวัน ป้องกันอันตราย ทุกข์ภัยพิบัติ สารพัดเหล่าภัย ศัตรูทั้งหลาย แคล้วคลาดห่างไกล

=========================================

 

คาถาป้องกันโรค ความเจ็บไข้ได้ป่วย ศัตรูมุ่งร้าย

5. ภะ.

ภะชิตา เยนะ สัทธัมมา...... ภัคคะปาเปนะ ตาทินา

ภะยะสัตเต ปะหาเสนโต..... ภะยะสันตัง นะมามิหัง

คำแปล

พระสัทธรรมทั้งหลาย อันพระพุทธเจ้าพระองค์ใดผู้มีบาปอันหักทำลายแล้ว มีพระหฤทัยคงที่ ทรงแจกแล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์ใดทรงยังสัตว์ผู้กลัวภัยให้หายกลัว ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าผู้มีภัยอันระงับแล้วพระองค์นั้น

อานุภาพ

จงภาวนา กันโรคโรคา ไข้เจ็บทั้งหลาย ศัตรูมุ่งมาตร มิอาจทำได้ พินาศยับไป ด้วยพระคาถา

=========================================

คาถารักษาโรคเก่าที่เป็นแล้วและป้องกันโรคใหม่

6. คะ.

คะมิโต เยนะ สัทธัมโม......... คะมาปิโต สะเทวะกัง

คัจฉะมาโน สิวัง รัมมัง......... คะตะธัมมัง นะมามิหัง

คำแปล

พระสัทธรรม อันพระพุทธเจ้าพระองค์ใดทรงบรรลุแล้ว ทรงยังมนุษย์กับทั้งเทวดาให้บรรลุด้วย ทรงบรรลุถึงพระนิพพานอันควรยินดี ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าผู้มีธรรมอันบรรลุแล้วพระองค์นั้น

อานุภาพ

ถ้าหมั่นภาวนา โรคภัยโรคา ไม่มายายี จะค่อยบรรเทา หากโรคเก่ามี มิช้ากายี สิ้นทุกข์สุขา

=========================================

คาถาป้องกันภัยจากศัตรู โจรผู้ร้าย

7. วา.

วานา นิกขะมิ โย ตัณหา......... วาจัง ภาสะติ อุตตะมัง

วานะนิพพาปะนัตถายะ........... วายะมันตัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงออกจากวานะ (เครื่องร้อยรัด) คือ ตัณหาแล้ว ทรงกล่าวพระวาจาอันเลิศแล้ว เพื่อประโยชน์แก่การดับไฟคือวานะ ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าผู้ทรงมีความเพียรพยายามพระองค์นั้น

อานุภาพ

บทนี้ดีล้ำ ภาวนาซ้ำซ้ำ ป้องกันศัตรู เหล่าโจรอาธรรม์ พากันหนียู้ ไม่คิดต่อสู้ ออกได้หายไป

=========================================

คาถาภาวนาป้องกันสัตว์ร้าย เช่น เสือ ช้าง ม้า และจระเข้ เป็นต้น

8. อะ.

อะนัสสาสะกะสัตตานัง....... อัสสาสัง เทติ โย ชิโน

อะนันตะคุณะสัมปันโน........ อันตะคามิง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด โปรดประทานความอุ่นใจแก่สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่มีความอุ่นใจ พระองค์เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยพระคุณหาที่สุดมิได้ ข้าฯ ขอนอบน้อมพระชินเจ้าพระองค์นั้นผู้ทรงบรรลุถึงที่สุด (แห่งความทุกข์)

อานุภาพ

ให้ภาวนา กันเสือช้างม้า ทำร้ายรบกวน เป็นมหาจังงัง สิ้นทั้งขบวน จระเข้ประมวญ สัตว์ร้ายนานา

=========================================

คาถาป้องกันการกระทำคุณไสย คุณผี คุณคน ทั้งปวง  

9. ระ.

ระโต นิพพานะสัมปัตเต....... ระโต โย สัตตะโมจะเน

รัมมาเปตีธะ สัตเต โย............ ระณะจัตตัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงยินดีแล้วในพระนิพพานสมบัติ พระองค์ใดทรงยินดีแล้วในอันปลดเปลื้องสัตว์ (จากทุกข์) พระองค์ใดทรงยังสัตว์ทั้งหลาย ในโลกนี้ให้ยินดี (ในการเปลื้องทุกข์นั้นด้วย) ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้สละข้าศึก (คือกิเลส) เสียได้

อานุภาพ

ภาวนาไว้ คุณคนคุณไสย สารพัดพาลา ใช้ป้องกันได้ มิให้เข้ามา ถูกต้องกายา พินาศสูญไป

=========================================

คาถาภาวนาเพื่อเข้าสู่ณรงค์สงคราม ทำให้ศัตรูใจห่อเหี่ยวไม่กล้าเข้ามาสู้รบด้วย 

10. หัง.

หัญญะติ ปาปะเก ธัมเม..... หังสาเปติ ปะรัง ชะนัง

หังสะมานัง มะหาวีรัง......... หันตะปาปัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงกำจัดธรรมทั้งหลายอันเป็นบาปเสียได้ ยังชนอื่นให้ร่าเริง (ในธรรมอันเป็นกุศล) ข่าฯขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้มีพระหฤทัยร่าเริงกล้าหาญยิ่งใหญ่กำจัดบาปได้

อานุภาพ

ให้ภาวนา เมื่อเวลา เข้าสู่สงคราม ข้าศึกศัตรู ใจหู่ครั่นคร้าม ไม่คิดพยาบาท ทำร้ายเราแล

=========================================

คาถาภาวนาเมื่อจะเข้าสู่สงคราม การต่อสู้ ก็ไม่มีผู้ทำร้ายได้ 

11. สัม.

สังขะตาสังขะเต....... ธัมเม สัมมา เทเสสิ ปาณินัง

สังสารัง สังวิฆาเฏติ..สัมพุทธันตัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงแสดงธรรมทั้งที่เป็นสังขตะ ทั้งที่เป็นอสังขตะ แก่สัตว์ทั้งหลายโดยถูกต้อง ทรงพิฆาตสงสารวัฏเสียได้ ข้าฯขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง

อานุภาพ

ภาวนาตรึก ช่างดีพิลึก ท่านในรำพัน เมื่อจะเข้าสู้ เหล่าศัตรูสรรพ์ หมดสิ้นด้วยกัน พ่ายแพ้ฤทธี

=========================================

คาถาภาวนาเพื่อทำคนใจแข็งให้ใจอ่อน หายเย่อหยิ่ง 

12. มา.

มาตาวะ ปาลิโต สัตเต.. มานะถัทเธ ปะมัททิโต

มานิโต เทวะสังเฆหิ... มานะฆาฏัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงถนอมสัตว์ทั้งหลาย ดังมารดาถนอมบุตร พระพุทธเจ้าพระองค์ใดทรงกำราบเสียได้ซึ่งคนกระด้างเย่อหยิ่ง พระพุทธเจ้าพระองค์ใดอันหมู่เทวดานับถือแล้ว ข้าฯขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้กำจัดมานะได้

อานุภาพ

ภาวนาไว้ ถ้าหมั่นเสกใช้ ทุกวันยิ่งดี แก้คนใจแข็ง มานะแรง มีใจอ่อนทันที ไม่มีเย่อหยิ่ง

=========================================

คาถาภาวนาเสกอาหารกินให้มีปัญญาฉลาดเฉลียว 

13. สัม.

สัญจะยัง ปาระมี สัมมา.... สัญจิตะวา สุขะมัตตะโน

สังขารานัง ขะยัง ทิสวา...... สันตะคามิง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงสั่งสมพระบารมีทั้งหลายมาโดยชอบ ทรงก่อสร้างความสุขแก่พระองค์ขึ้นได้ ข้าฯขอนอบน้อมพระพุทธเจาพระองค์นั้น ผู้ทรงเห็นความเสื่อมสิ้นแห่งสังขารทั้งหลาย แล้วได้บรรลุถึงธรรมอันรำงับ

อานุภาพ

สำหรับบทนี้ ตำรับกล่าวชี้ ว่าดีจริง สำหรับเสกยา ปัญญาดียิ่ง สุดจะหาสิ่ง ใดมาเปรียบปาน

=========================================

คาถาภาวนาป้องกันเสนียดจัญไร อุปสรรคทั้งปวง 

14. พุท.

พุชฌิตวา จะตุสัจจานิ............ พุชฌาเปติ มะหาชะนัง

พุชฌาเปนตัง สิวัง มัคคัง......... พุทธะเสฏฐัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ตรัสรู้สัจจะทั้ง ๔ แล้ว ทรงยังมหาชนให้รู้ด้วย ข้าฯขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐพระองค์นั้น ผู้ทรงช่วยสัตว์ให้รู้ทางพระนิพพาน

อานุภาพ

ภาวนาไป เสนียดจัญไร มิได้พ้องพาน อุปสรรคไรๆ ก็ไม่พะพาน แสนจะสำราญ ให้หมั่นภาวนา

=========================================

คาถาภาวนาป้องกันสัตว์ร้ายต่างๆ เช่น ช้าง เสือ สุนัข 

15. โธ.

โธติ ราเค จะ โทเส จะ................. โธติ โมเห จะ ปาณินัง

โธตะเกลสัง มะหาปุญญัง............ โธตาสะวัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงล้างเสียซึ่งราคะและโทสะ ทรงล้างเสียซึ่งโมหะของสัตว์ทั้งหลาย ข้าฯขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้มีบุญมาก มีกิเลสอาสวะอันล้างแล้ว

อานุภาพ

ภาวนาไว้ กันเสือช้างได้ ทั้งสุขหนา ใช้ป้องกันบ้าง สัตว์ร้ายนานา ไม่อาจเข้ามา ยายีบีฑา

=========================================

คาภาภาวนาป้องกันภัยจากศัตรู ทำให้หลบหลบหน้าหนีหายไป 

16. วิช.

วิเวเจติ อะสัทธัมมา......... วิจิตะวา ธัมมะเทสะนัง

วิเวเก ฐิตะจิตโต โย......... วิทิตันตัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงยังสัตว์ให้เลิกร้างห่างไกลจากอสัทธรรม ทรงก่อการแสดงธรรมขึ้น เป็นผู้มีพระจิตตั้งอยู่ในวิเวก ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้เป็นนักปราชญ์

อานุภาพ

สำหรับบทนี้ คุณาย่อมมี อติเรกนานา กันพวกศัตรู เหล่าหมู่พาลา ไม่อาจเข้ามา หลบหน้าหนีไป

=========================================

คาถาภาวนาป้องกันคุณไสย มนต์ดำ ไสยเวท และป้องกันภัยเมื่อเดินไกล 

17. ชา.

ชาติธัมโม ชะราธัมโม.......... ชาติอันโต ปะกาสิโต

ชาติเสฏเฐนะ พุทเธนะ......... ชาติมุตตัง นะมามิหัง

คำแปล

ชาติธรรม ชราธรรม ธรรมอันเป็นที่สุดแห่งชาติ (คือ มรณธรรม) พระพุทธเจ้าผู้ทรงมีพระชาติอันประเสริฐทรงประกาศแล้ว ข้าฯ ขอนอบน้อมพระองค์ผู้ทรงพ้นจากชาติแล้ว

อานุภาพ

ภาวนาไว้ คุณไสยอนันต์ ทำมามิได้ จงหมั่นภาวนา อย่าได้สงสัย อาจารย์กล่าวไว้ ดังได้อ้างมา

=========================================

คาถาภาวนาเสกน้ำมนต์สระหัว เสกน้ำแช่มะกรูด ส้มป่อย รดตัว ให้หายข้อกล่าวหา คดีความ 

18. จะ.

จะเยติ ปุญญะสัมภาเร............ จะเยติ สุขะสัมปะทัง

จะชันตัง ปาปะกัมมานิ.............. จะชาเปนตัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงก่อสร้างพระบุญสมภารมา จึงสั่งสมพระสุขสมบัติขึ้นได้ ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงละทิ้งเอง และยังสัตว์ทั้งหลายให้ละทิ้งด้วย ซึ่งบาปกรรมทั้งหลาย

อานุภาพ

บทนี้ดีล้น เสกทำน้ำมนต์ รดเกล้ากายา เสกมะกรูดส้มป่อย ถ้อยความมีมา ใช้สระเกษา ถ้อยความสูญไป

=========================================

คาถาภาวนาป้องกัน ภยันตราย เสนียดจัญไรทั้งปวง

 #สวดมนต์ #คาถาอาคม #มนต์คาถา

19. ระ.

ระมิตัง เยนะ นิพพานัง.......... รักขิตา โลกะสัมปะทา

ระชะโทสาทิเกลเสหิ............. ระหิตันตัง นะมามิหัง

 

คำแปล

พระนิพพาน อันพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงยินดีแล้ว ความดีสำหรับโลกอันพระพุทธเจ้าพระองค์ใดทรงรักษาไว้แล้ว ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ละเว้นจากกิเลสทั้งหลาย

อานุภาพ

ภาวนา ศัตรูอาธรรพ์ สรรพโรคภัย กันได้หลายอย่าง ทั้งเสนียดจัญไร ภาวนาไว้ อย่าได้กังขา

=========================================

คาถาภาวนาป้องกันห่าลง เกิดโรคระบาดร้ายแรง 

20. ณะ.

นะมิโตเยวะ พรหเมหิ........ นะระเทเวหิ สัพพะทา

นะทันโต สีหะนาทัง โย....... นะทันตัง ตัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด อันพรหมและเทวดา มนุษย์ทั้งหลายนอบน้อมอยู่ทุกเมื่อ พระพุทธเจ้าพระองค์ใดทรงบันลือสีหนาท ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้ทรงบันลือสีหนาทอยู่

อานุภาพ

บทนี้เป็นเอก มีคุณเอนก สุดจะพรรณนา ระงับดับโศก กันโรคผีห่า อันจะมาคร่า ชนมายุไซร้

(มีต่อ)

คาถาภาวนาดีทางเสน่ห์มหานิยม  #คาถาอาคม #มนต์คาถา #สวดมนต์ #มนต์คาถา #

21. สัม.

สังขาเร ติวิเธ โลเก............. สัญชานาติ อะนิจจะโต

สัมมา นิพพานะสัมปัตติ... สัมปันโน ตัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงกำหนดรู้สังขารทั้งหลายในสามโลก โดยความเป็นของไม่เที่ยง ทรงถึงพร้อมด้วยพระนิพพานสมบัติโดยชอบ ข้าฯขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น

อานุภาพ

สำหรับบทนี้ ท่านอาจารย์ แนะนำกล่าวไว้ ใช้เป็นเสน่ห์ สมคะเนดังใจ อย่าได้สงสัย ดียิ่งนักหนา

================================

คาถาภาวนาป้องกันภัยจากภูตผีปีศาจทั้งปวง มิให้มาทำร้าย มิให้มาหลอกหลอน

22.ปัน.

ปะกะโต โพธิสัมภาเร....... ปะสัฏโฐ โย สะเทวะเก

ปัญญายะ อะสะโม โหติ.... ปะสันนัง ตัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงก่อสร้างโพธิสมภารมา จึงได้เป็นผู้ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์กับทั้งเทวดา หาผู้เสมอมิได้ด้วยพระปัญญาธิคุณ ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้ผ่องใส

อานุภาพ

บทนี้สามารถ กันภูตปีศาจ ไม่อาจเข้ามา หลอกหลอนเราได้ ท่านให้ภาวนา จงได้อุตส่าห์ ท่องให้ขึ้นใจ

================================

ภาวนาป้องกันภัยจากฟ้าผ่าและป้องกันภัยจากสัตว์ร้าย เช่น ช้าง ม้า และใช้ลงของ

23. โน.

โน เทติ นิระยัง คันตุง........ โน จะ ปาปัง อะการะยิ

โน สะโม อัตถิ ปัญญายะ.... โนนะธัมมัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ป้องกันสัตว์ไว้มิให้ไปนรก และมิให้ทำบาป ผู้เสมอพระองค์ด้วยปัญญาหามีไม่ ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้หาความบกพร่องมิได้

อานุภาพ

บทนี้ภาวนา ป้องกันฟ้าผ่า และช้างม้าภัย มีจิตจำนง ประสงค์สิ่งใด ลงของก็ได้ ใช้ตามปรารถนา

================================

คาถาภาวนาป้องกันภัยจากการกระทำทางคุณไสย คาถาอาคม ว่าน ยา อาวุธ มิให้เข้ามาสู่ร่างกาย

24. สุ.

สุนทะโร วะระรูเปนะ........ สุสะโร ธัมมะภาสะเน

สุทุททะสัง ทิสาเปติ.......... สุคะตันตัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด มีพระรูปงาม ทรงแสดงธรรมเล่าก็มีพระเสียงดี โปรดเวไนยชนให้เห็นธรรมอันเห็นได้ยาก ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้เสด็จไปดีแล้ว

อานุภาพ

ภาวนากันคุณว่านยา อันเขากระทำมา  ทั้งอาวุธ และเครื่องศาสตรา แม้ถูกกายา ก็มิเป็นไร

================================

คาถาภาวนาเพื่อค้าขายหากินเจริญรุ่งเรือง เสกน้ำประพรมสินค้าให้ขายดี

25. คะ.

คัจฉันโต โลกิยา ธัมมา............ คัจฉันโต อะมะตัง ปะทัง

คะโต โส สัตตะโมเจตุง............ คะตัญญาณัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด เสด็จไปเสียจากโลกียธรรม ถึงโลกุตรธรรมอันเป็นอมตบท พระองค์เสด็จไปไหน ๆก็เพื่อปลดเปลื้องสัตว์จากทุกข์ ข้าฯขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว

อานุภาพ

ทำน้ำมนต์ บริกรรมพร่ำบ่น อย่าได้เมามัว ประพรมสินค้า จงอย่ายิ้มหัว กำไรเกินตัว อย่ากลัวขาดทุน

================================

คาถาภาวนาเข้าสู่ขุนนาง เจ้าขุนมูลนาย ท้าวพระยา ผู้อำนาจ หัวหน้างาน ทั้งปวงให้เมตตาอุดหนุน โปรดปราน

26. โต.

โตเสนโต วะระธัมเมนะ........ โตสัฏฐาเน สิเว วะเร

โตสัง อะกาสิ ชันตูนัง......... โตละจิตตัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงโปรดสัตว์ให้แช่มชื่นด้วยพระธรรม ทรงก่อความยินดีในพระนิพพานอันเป็นฐานที่ควรยินดีให้เกิดมีแก่สัตว์ทั้งหลาย ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีพระจิตเที่ยงตรง

อานุภาพ

ภาวนาเสก มีคุณอย่างเอก เข้าหาเจ้าขุน มูลนายเจ้าพระยา เมตตาอุดหนุน โปรดปรานการุณ เพราะคุณคาถา

================================

คาถาภาวนาทำให้ศัตรูหายโกรธแค้นเคือง กลับเป็นมิตร มีเมตตาปรานี

27. โล.

โลเภ ชะหะติ สัมพุทโธ........ โลกะเสฏโฐ คุณากะโร

โลเภ สัตเต ชะหาเปติ.......... โลภะสันตัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด เป็นอากรแห่งคุณความดีประเสริฐสุดในโลก ทรงละโลภะเสียได้ ทรงยังสัตว์ทั้งหลายให้ละโลภะด้วย ข้าฯ ขอนอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีโลภะอันระงับแล้ว

อานุภาพ

ภาวนาเป่า ศัตรูทุกเหล่า แม้กริ้วโกรธา แต่พอได้เห็น เอ็นดูเมตตา ปราณีนักหนา ดุจญาติของตน

================================

คาถาภาวนาเสกข้าวสารซัดผีเข้า  ให้หนีหาย ไม่มาทำร้าย

28. กะ.

กันโต โย สัพพะสัตตานัง....... กัตวา ทุกขักขะยัง ชิโน

กะเถนโต มะธุรัง ธัมมัง......... กะถาสัณหัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด เป็นผู้อันสัตว์ทั้งหลายรักใคร่ ทรงแสดงธรรมไพเราะ ทำความสิ้นทุกข์แห่งสรรพสัตว์ ข้าฯ ขอนอบน้อมพระชินเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีพระวาจาละเอียดสุขุม

อานุภาพ

เอาข้าวสารมา แล้วภาวนา เสกให้หลายหน เสร็จแล้วซัดไป ไล่ผีบัดดล หนีไปไกลพ้น ไม่มาราวี

================================

คาถาภาวนาเสกขมิ้น ข้าวกินเพื่อคงกระพันและเสกขับไล่ปีศาจภูตพรายที่เข้ามาสิงกาย

29. วิ.

วินะยัง โย ปะกาเสติ........ วิทธังเสตวา ตะโย ภะเว

วิเสสัญญาณะสัมปันโน.... วิปปะสันนัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงประกาศพระวินัย ทรงทำลายไตรภพเสีย แล้วทรงถึงพร้อมด้วยพระญาณอันวิเศษ ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ใสสะอาดบริสุทธิ์ เสกขมิ้นและว่าน

อานุภาพ

เสกข้าวรับประทาน อยู่คงอย่างดี อีกอย่างหนึ่งไซร้ ไล่ขับผี ภูติพรายไม่มี สิงสู่กายา

================================

คาถาภาวนาดีทางเมตตามหานิยม เป็นที่รักใคร่เสน่หาของคนทั้งปวง

30. ทู.

ทูเส สัตเต ปะหาเสนโต......... ทูรัฏฐาเน ปะกาสะติ

ทูรัง นิพพานะมาคัมมะ.......... ทูสะหันตัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ยังสัตว์ผู้โกรธเคืองประทุษร้าย ให้ร่าเริงหายโกรธด้วยธรรม พระพุทธเจ้าพระองค์ใดมีพระเกียรติคุณปรากฏไปไกล ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ลุถึงแดนไกลคือพระนิพพาน แล้วกำจัดความร้ายได้

อานุภาพ

ภาวนาบทนี้ เมตตาปรานีไม่มีโทสา หญิงชายทั้งหลาย รักใคร่หนักหนา ห่างไกลภัยยา สิ้นทุกข์สดใส

================================

คาถาภาวนาให้ศัตรูกลับใจยินดีเมื่อพบหน้ากัน

31. อะ.

อันตัง ชาติชะราทีนัง........ อะกาสิ ทิปะทุตตะโม

อะเนกุสสาหะจิตเตนะ...... อัสสาเสนตัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณสูงสุดในหมู่มนุษย์พระองค์ใด ได้ทรงทำที่สุดแห่งทุกข์ มีชาติและชรา เป็นต้นแล้ว ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้โปรดสัตว์ให้อุ่นใจ ด้วยน้ำพระหฤทัยอุตสาหะเป็นอันมาก

อานุภาพ

จงได้ตรองตรึก หมั่นพินิจนึก ภาวนาไป เห็นหน้า เมตตารักใคร่ ภาวนาไว้ เป็นศุภมงคล

================================

คาถาภาวนาป้องกันภัยจากผู้ร้ายและโรคภัยไข้เจ็บ

32. นุต.

นุเทติ ราคะจิตตานิ......... นุทาเปติ ปะรัง ชะนัง

นุนะ อัตถัง มะนุสสานัง.... นุสาสันตัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงบรรเทาเสียได้ซึ่งราคะจิต ทรงยังคนอื่นให้บรรเทาด้วย ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงพร่ำสอนธรรมอันเป็นประโยชน์แน่แท้แก่มนุษย์ทั้งหลาย

อานุภาพ

บทนี้ดีเหลือ ให้ใช้ในเมื่อ ถึงคราวอับจน ป้องกันผู้ร้าย โรคภัยเบียดตน พินาศปี้ป่น ไม่ทันรบกวน

================================

คาถาภาวนาเสกปลุกสารพัดอย่าง ปลุกตัวเอง ปลุกเสกว่านยา ปลุกเสกเครื่องคาด ปลุกเสกอาวุธ เมื่อจะออกศึกสงคราม

33. ตะ.

ตะโนติ กุสะลัง กัมมัง....... ตะโนติ ธัมมะเทสะนัง

ตัณหายะ วิจะรันตานัง..... ตัณหาฆาฏัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงเผยแผ่ธรรมอันเป็นกุศล ทรงขยายการแสดงธรรมให้กว้างขวางออกไป ข้าฯขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงช่วยกำจัดตัณหาของสัตว์ทั้งหลายผู้พล่านอยู่ด้วยความอยากต่างๆ

อานุภาพ

ภาวนาเสก ปลุกตัวและเลข ว่านยาทั้งมวล อนึ่งใช้เสก เครื่องคลาดก็ควร เมื่อรณศึกล้วน เป็นสิริมงคล

================================

คาถาภาวนากันภัยเมื่อจะเดินทางไปไหนมาไหนไกลๆ และใช้ปลุกเสกทางคงกระพันชาตรี

34. โร.

โรเสนเต เนวะ โกเปติ.......... โรเสเหวะ นะ กุชฌะติ

โรคานัง ราคะอาทีนัง........... โรคะหันตัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ไม่ทรงโกรธผู้ที่โกรธเอา ไม่ทรงพลอยโกรธไปกับพวกคนโกรธ ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงกำจัดโรคแห่งโรคทั้งหลาย มีราคะเป็นอาทิ เสียได้

อานุภาพ

ภาวนาใช้เป็นไร จากด้าวถิ่นตน ทั้งใช้ปลุกเสก ซึ่งเครื่องคงทน อย่าได้ฉงน แก้กันสรรพภัย

================================

ภาวนาป้องกันภัยและดับพิษแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น ตะขาบ แมลงป่อง

35. ปุ.

ปุณันตัง อัตตะโน ปาปัง.......... ปุเรนตัง ทะสะปาระมี

ปุญญะวันตัสสะ ราชัสสะ...... ปุตตะภูตัง นะมามิหัง

คำแปล

ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าผู้ทรงขจัดบาปของพระองค์ ผู้ทรงบำเพ็ญพระบารมี ๑๐ ผู้เป็นพระโอรสของพระราชาผู้มีบุญ บทนี้ศักดิ์สิทธิ์

อานุภาพ

ภาวนาดับพิษ สัตว์ร้ายทั้งหลาย ตะขาบแมลงป่อง หากต้องเหล็กใน จงภาวนาไว้ พิษห่างบางเบา

================================

คาถาภาวนาเพื่อให้มีความองอาจกล้าหาญในท่ามกลางคนทั้งปวง 

36. ริ.

ริปุราคาทิภูตัง วะ ............ริทธิยา ปะฏิหัญญะติ

ริตตัง กัมมัง นะ กาเรตา.. ริยะวังสัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงกำจัดเสียได้ซึ่งสิ่งอันเป็นข้าศึก มีราคะเป็นต้น ด้วยพระบุญฤทธิ์ ไม่ทรงยังสัตว์ให้ทำกรรมที่เปล่าประโยชน์ ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นวงศ์อริยะ

อานุภาพ

บทนี้ภาวนา รุ่งเรืองเดชา อำนาจแก่เรา ทั้งหญิงและชาย พอได้เห็นเรา ครั่นคร้ามไม่เบา เมื่อเข้าสมาคม

================================

คาถาภาวนาสวดทุกวัน เทวดาจะมาฟังและช่วยพิทักษ์รักษา

37. สะ.

สัมปันโน วะระสีเลนะ........ สะมาธิปะวะโร ชิโน

สะยัมภูญาณะสัมปันโน..... สัณหะวาจัง นะมามิหัง

ตำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงถึงพร้อมด้วยศีล มีพระสมาธิอันประเสริฐ ประกอบด้วยพระสยัมภูญาณ ข้าฯ ขอนอบน้อมพระชินเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีพระวาจาละเอียดอ่อน

อานุภาพ

ภาวนาทุกวัน หมู่เทพเทวัญ ชวนกันระดม พิทักษ์รักษา เจตนารมณ์ มิให้ระทม เดือดเนื้อร้อนใจ

================================

คาถาภาวนาเสกผ้านุ่งห่ม ผ้าโพกศีรษะ หมวก ทำให้เจริญศรี สวัสดีมีชัย และยังใช้เสกเพื่อแปลงรูปได้ด้วยศัตรู #สวดมนต์ #มนต์คาถา #คาถาอาคม

38. ทัม.

ทันโต โย สะกะจิตตานิ....... ทะมิตะวา สะเทวะกัง

ทะทันโต อะมะตัง เขมัง...... ทันตินทริยัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงฝึกจิตของพระองค์แล้ว ทรงฝึกมนุษย์กับทั้งเทวดาด้วย โปรดประทานอมตธรรมอันเกษมแก่เขาทั้งหลาย ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีพระอินทรีย์อันฝึกได้ที่แล้ว

อานุภาพ

บทนี้ภาวนา สำหรับเสกผ้า โพกเศียรครรไล เจริญราศี สวัสดีมีชัย เสกเจ็ดทีไซร้ แปลงรูปบัดดล

================================

คาถาภาวนาเสกดอกไม้ทัดหูเป็นเสน่ห์ ประสบความโชคดีมีชัยศัตรู

39. มะ.

มะหุสสาเหนะ..... สัมพุทโธ มะหันตัง ญาณะมาคะมิ

มะหิตัง นะระเทเวหิ............ มะโนสุทธัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ได้บรรลุพระญาณอันใหญ่ด้วยพระอุตสาหะใหญ่ ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีพระมโนบริสุทธิ์ อันมนุษย์และเทวดาทั้งหลายพากันบูชาแล้ว

อานุภาพ

อาจารย์กล่าวไว้ ให้เสกดอกไม้ ทัดหูของตน มีสง่าราศี สวัสดีมงคล เสน่ห์เลิศล้น แก่คนทั้งหลาย

================================

คาถาภาวนาป้องกันภัยจากการฝังอาถรรพ์ เวทมนตร์ และป้องกันอาวุธทุกชนิด เมื่อจะเข้าโรมรันกับศัตรู

40. สา.

สารัง เทตีธะ สัตตานัง...... สาเรติ อะมะตัง ปะทัง

สาระถี วิยะ สาเรติ............ สาระธัมมัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด โปรดประทานธรรมอันเป็นแก่นสารแก่สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ยังสัตว์ทั้งหลายให้แล่นไปสู่ทางอมตะ ดังสารถียังม้าให้แล่นไปสู่ทางที่ประสงค์ฉะนั้น ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีธรรมเป็นสาระ

อานุภาพ

ภาวนาให้มั่น กันฝังอาถรรพ์ เวทย์มนต์ทั้งหลาย ทั้งกันกระทำ มิให้ต้องกาย อีกอาวุธร้าย เมื่อเข้าณรงค์

=================================

คาถาภาวนาป้องกันสัตว์ร้ายเมื่อเข้าไปอยู่ในป่า เช่น เสือ ช้าง ควาย วัว กระทิง

41. ระ.

รัมมะตาริยะสัทธัมเม.......... รัมมาเปติ สะสาวะกัง

รัมเม ฐาเน วะสาเปนตัง...... ระณะหันตัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงยินดีในอริยสัทธรรม ทรงยังสาวกของพระองค์ให้ยินดีด้วย ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ยังสาวกให้ได้อยู่ในฐานะอันน่ายินดี ผู้กำจัดข้าศึกคือกิเลส

อานุภาพ

ใช้ภาวนา ป้องกันสัตว์ป่า เสือช้างกลางดง ทั้งควายและวัว กระทิงตัวยง ไม่กล้าอาจอง ตรงเข้าราวี

===========================

คาถาภาวนาเสกข้าวกิน ให้เกิดคงกระพันและป้องกันภัยจากศัตรู

42. ถิ.

ถิโต โย วะระนิพพาเน....... ถิเร ฐาเน สะสาวะโก

ถิรัง ฐานัง ปะกาเสติ......... ถิตัง ธัมเม นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด พร้อมทั้งสาวกของพระองค์ ทรงตั้งอยู่แล้วในฐานะอันมั่นคงคือพระนิพพาน ทรงประกาศซึ่งฐานะอันมั่นคง (คือพระนิพพานนั้น) ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้ตั้งอยู่ในธรรม

อานุภาพ

บทนี้กล้าหาญ เสกข้าวรับประทาน คงกระพันชาตริ ศัตรูหมู่ภัย ไม่ร้ายราวี เป็นสง่าราศี ไม่มีศัตรู

===============================

คาถาภาวนาเสกก่อนนอน ป้องกันโจรผู้ร้าย ภัยจากศัตรู

43. สัต.

สัทธัมมัง เทสะยิตวานะ......... สันตะนิพพานะปาปะกัง

สะสาวะกัง สะมาหิตัง............. สันตะจิตตัง นะมามิหัง

คำแปล

ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพร้อมทั้งสาวกของพระองค์ ผู้ทรงแสดงพระสัทธรรมอันให้ถึงพระนิพพานอันรำงับแล้ว เป็นผู้ตั้งมั่นสงบระงับ

อานุภาพ

เมื่อจะไสยา จงได้ภาวนา ตามคาคุณครู ป้องกันโจรร้าย ไม่มีศัตรู ที่จะมาขู่ ข่มเหงน้ำใจ

===============================

คาถาภาวนาก่อนเข้าไปสู่สงคราม การสู้รบกับศัตรู

44. ถา.

ถานัง นิพพานะสังขาตัง........... ถาเมนาธิคะโต มุนิ

ถาเน สัคคะสิเว สัตเต.............. ถาเปนตัง ตัง นะมามิหัง

อานุภาพ

พระมุนีเจ้าพระองค์ใดได้บรรลุฐานะกล่าวคือพระนิพพานด้วยพระกำลังความเพียร ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ยังสัตว์ให้ตั้งอยู่ในฐานะทั้งที่เป็นสวรรค์และนิพพาน

อานุภาพ

ภาวนานึก เมื่อจะออกศึก สงครามใดๆ แคล้วคลาดศาสตรา ไม่มาต้องได้ คุ้มครองกันภัย ได้ดีนักหนา

===============================

คาถาภาวนาเสกธูปเทียนดอกไม้บูชาพระรัตนตรัย บูชาเทพเจ้า เป็นสวัสดี

45. เท.

เทนโต โย สัคคะนิพพานัง............ เทวะมะนุสสะปาณินัง

เทนตัง ธัมมะวะรัง ทานัง............. เทวะเสฏฐัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ประทานสมบัติคือสวรรค์และพระนิพพานแก่หมู่สัตว์ทั้งเทวดาและมนุษย์ ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นเทพใหญ่ประทานพระธรรมเป็นทาน

อานุภาพ

บทนี้ก็เอก ใช้สำหรับเสก ธูปเทียนบุปผา บูชาพระเจ้า พุทธัมสัมฆา จะมีสง่า ราศีผ่องใส

===============================

คาถาภาวนาเสกดอกไม้บูชาพระ หรือเอามาทัดหูเป็นเสน่ห์

46. วะ.

วันตะราคัง วันตะโทสัง........ วันตะโมหัง อะนาสะวัง

วันทิตัง เทวะพรหเมหิ............ มะหิตันตัง นะมามิหัง

คำแปล

ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าผู้คายราคะ คายโทสะ คายโมหะแล้ว หาอาสวะมิได้ อันเทวดาและพรหมทั้งหลายกราบไหว้แล้ว

อานุภาพ

บทนี้ดียิ่ง ใช้เสกมาลี สิบเก้าคาบไซร้ เอามาทัดหู คนดูรักใคร่ บูชาพระไซร้ ย่อมเป็นมงคล

===============================

คาถาภาวนาเมื่อขึ้นช้าง ลงม้า ขึ้นเรือน ลงเรือน ขึ้นบ้านใหม่ เสกสิบเก้าหนจะเกิดฤทธานุภาพ

47. มะ.

มะหะตา วิริเยนาปิ .............มะหันตัง ปาระมิง อะกา

มะนุสสะเทวะพรหเมหิ.......... มะหิตันตัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงสร้างพระบารมีอันใหญ่ด้วยพระวิริยะอันใหญ่เหมือนกัน ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้อันมนุษย์ เทวดาและพรหมทั้งหลายบูชาแล้ว

อานุภาพ

เมื่อลงนาวา ขับขี่ช้างม้า ยาตราจรดล หรือขึ้นเรือนใหม่ อย่าได้ฉงน เสก 19 หน จะมีเดชา

===============================

คาถาเสกเมื่อขึ้นช้าง ขี่ม้า มีตบะเดชะ

48. นุส.

นุนะธัมมัง ปะกาเสนโต.......... นุทะนัตถายะ ปาปะกัง

นุนะ ทุกขาธิปันนานัง............. นุทาปิตัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงประกาศธรรมอันแน่แท้ เพื่อบรรเทาเสียซึ่งบาปของสัตว์ทั้งหลายผู้จมทุกข์อยู่เต็มแปล้ ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้โปรดสัตว์ให้บรรเทาบาปของตนได้ด้วย

อานุภาพ

ภาวนาบ่น ประเสริฐเลิศล้น อย่าได้กังขา ชนช้างก็ดี หรือขี่อาชา มีเดชแกล้วกล้า ไชยาสวัสดี

===============================

คาถาภาวนาเมื่อกินหมาก ใช้ของหอม และทัดดอกไม้ เสริมเสน่ห์มหานิยม #สวดมนต์ #มนต์คาถา #คาถาอาคม

49. สา.

สาวะกานังนุสาเสติ............ สาระธัมเม จะ ปาณินัง

สาระธัมมัง มะนุสสานัง.....สาสิตันตัง นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงพร่ำสอนสารธรรมแก่พระสาวกทั้งหลายและแก่สัตว์ทั่วไปด้วย ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงสอยธรรมอันเป็นสาระแก่มนุษย์ทั้งหลาย

อานุภาพ

บทนี้ดีมาก เมื่อจะกินหมาก เสก 17 ที ทั้งแป้งน้ำมัน จวงจันทร์มาลี ทัดกรรณก็ดี มีเสน่ห์ยิ่งยง

===============================

คาถาภาวนาเสกลูกประคำ สังวาลย์ สร้อยคอ ตระกุด พิสมร ให้มีตบะเดชะ

50. นัง.

นันทันโต วะระสัทธัมเม........... นันทาเปติ มะหามุนิ

นันทะภูเตหิ เทเวหิ................... นันทะนียัง นะมามิหัง

คำแปล

พระมหามุนีเจ้าพระองค์ใด ทรงยินดีในพระสัทธรรม ทรงยังสัตว์ทั้งหลายให้ยินดีด้วย ข้าฯ ขอนอบน้อมพระมหามุนีเจ้าพระองค์นั้น ผู้ที่เทวดาทั้งหลายซึ่งเป็นพวกชอบหาที่เพลิดเพลินยินดี พึงนิยมยินดีในพระองค์

อานุภาพ

บทนี้เลิศล้ำ เสกลูกประคำ สังวาลสวมองค์ ตะกรุดพิศมร 19 คาบตรง มีเดชมั่นคง ราศีผ่องใส

===============================

คาถาภาวนาเมื่อเดินทางไกลไปเข้าบ้านเข้าเมืองอื่น ป้องกันภัยทั้งปวง มีตบะเดชะ

51. พุท.

พุชฌิตาริยะสัจจานิ............ พุชฌาเปติ สะเทวะกัง

พุทธะญาเณหิ สัมปันนัง...... พุทธัง สัมมา นะมามิหัง

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ตรัสรู้อริยสัจแล้ว ยังมนุษย์และเทวดาให้รู้ด้วย ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระพุทธญาณทั้งหลาย ตรัสรู้โดยชอบแล้ว

อานุภาพ

ภาวนาบทนี้ เมื่อจะจรลี สู่บ้านเมืองไกล ป้องกันสรรพเหตุ เภทภัยใดๆ มีคุณยิ่งใหญ่ แก่ผู้ภาวนา

===============================

คาถาภาวนาเสกเครื่องรางของขลัง ให้เกิดความประสิทธิ์

52. โธ.

โธวิตัพพัง มะหาวีโร....... โธวันโต มะละมัตตะโน

โธวิโต ปาณินัง ปาปัง...... โธตะเกลสัง นะมามิหัง

คำแปล

พระมหาวีรเจ้าพระองค์ใด ทรงล้างมลทินที่พึงล้างของพระองค์ ทรงล้างความลามกของสัตว์ทั้งหลายด้วย ข้าฯ ขอนอบน้อมพระมหาวีรเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีเครื่องเศร้าหมองอันล้างแล้ว

อานุภาพ

บทนี้เป็นเอก สำหรับปลุกเสก เครื่องลางนานา ประสิทธิทุกอย่าง อีกทั้งมนตรา 7 ทีบัดดล

===============================

คาถาภาวนาเสกอาวุธประจำกายทั้งปวง ให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากศัตรู

53. ภะ.

ภะยะมาปันนะสัตตานัง............ ภะยัง หาเปติ นายะโก

ภะเว สัพเพ อะติกกันโต............. ภะคะวันตัง นะมามิหัง

คำแปล

พระผู้นำพระองค์ใดทรงยังความกลัวของสัตว์ทั้งหลายผู้ต้องภัยให้หาย ทรงก้าวล่วงเสียซึ่งภพทั้งปวง ข้าฯ ขอนอบน้อมพระผู้นำพระองค์นั้นผู้มีโชค

อานุภาพ

บทนี้ดีล้นค่า ใช้เสกศาสตรา อาวุธคู่ตน นิราศผองไพร มิได้ต้องตน เสก 19 หน ตนจะอาจหาญ

===============================

คาถาภาวนาเมื่อไปสู่พระยา สมณชีพราหมณาจารย์ ทำให้ได้รับความเมตตาสงสาร

๕๔. คะ.

คะหิโต เยนะ สัทธัมโม........... คะตัญญาเณนะ ปาณินัง

คะหะณิยัง วะรัง ธัมมัง.......... คัณหาเปนตัง นะมามิหัง

คำแปล

พระสัทธรรมอันพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ผู้มีพระญาณลุล่วงตรัสไว้แล้ว ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงยังสัตว์ทั้งหลายให้รับเอาธรรมที่ควรรับเอาอย่างประเสริฐ

อานุภาพ

บทนี้ภาวนา เมื่อจะเข้าหา สมณาจารย์ ท่านมีเมตตา กรุณาสงสาร ล้วนมงคลการ ประเสริฐเลิศล้น

===============================

คาถาภาวนาเมื่อเข้าหาขุนนาง เจ้าพระยา ผู้มีอำนาจ จะทำให้ได้ความเมตตากรุณาสงสาร #สวดมนต์ #มนต์คาถา #คาถาอาคม

55. วา.

วาปิตัง ปะวะรัง ธัมมัง............. วานะโมกขายะ ภิกขุนัง

วาสิตัง ปะวะเร ธัมเม............... วานะหันตัง นะมามิหัง

คำแปล

ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้า ผู้ทรงหว่านพระธรรมอันประเสริฐแก่ภิกษุทั้งหลาย เพื่อให้พ้นจากวานะคือตัณหา ผู้อบรมแล้วในธรรมอันประเสริฐ ผู้กำจัดวานะคือตัณหา

อานุภาพ

เข้าหาขุนนาง แม้ใจกระด้าง โอนอ่อนบัดดล จงได้ภาวนา ท่านเมตตาตน กรุณาเลิศล้น อย่าแหนงแคลงใจ

===============================

คาถาป้องกันทุกข์ โศก โรค ภัยทั้งปวง #สวดมนต์ #มนต์คาถา #คาถาอาคม

56. ติ.

ติณโณ โย สัพพะปาเปหิ............ ติณโณ สัคคา ปะติฏฐิโต

ติเร นิพพานะสังขาเต................ ติกขะญาณัง นะมามิหัง

 

คำแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงข้ามไปจากบาปทั้งปวง ทรงข้ามจากแม่น้ำคือวัฏฏสงสาร ประดิษฐานอยู่บนฝั่งกล่าวคือพระนิพพานได้แล้ว ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีพระญาณคมกล้า

อานุภาพ

ภาวนาบทนี้ เหมือนดั่งมณี หาค่ามิได้ เจริญทุกวัน ป้องกันโรคภัย ทุกโศกกษัย ศูนย์หายสิ้นเอย

===============================

คาถาสรุป

ฉัปปัญญาสะ พุทธะคาถา......... พุทธะคุณา สุคัมภิรา

เอเตสะมานุภาเวนะ.................. โสตถิ เม โหตุ สัพพะทา.

คำแปล

พระพุทธคาถารวม 56 บท แสดงพระพุทธคุณลึกซึ้ง ด้วยอานุภาพ แห่งพระพุทธคุณทั้งหลายนั้น ขอความสวัสดี จงมีแก่ข้า ฯ ในกาลทั้งปวง เทอญ.


13.คู่มือสัปเหร่อ: คาถาอาคมที่ควรใช้เมื่อแสดงบทบาทของสัปเหร่อในการทำศพ

13.1 การบอกหนทาง

คาถาที่เกี่ยวข้อง

ให้บอกเขาให้ว่าตาม “นิพพานัง สุขัง” หรือ “พุทโธ” เป็นระยะๆ

13.2 การอาบน้ำศพ

ให้กล่าวว่า อิทัง มะตะกะสะรีรัง อุทะกัง วิยะ อะโหสิ กัมมัง

13.3 การแต่งตัวศพ

ให้กล่าวว่า อะนิจจัง ทุกขัง อะนัตตา

13.4 การมัดตราสัง

เปราะแรก (คอ) ให้ว่า ปุตโต คีเว เปราะที่สองมือให้ว่า ภะริยา หัตเถ  เปราะที่สาม (เท้า) ให้ว่า ธะนัง ปาเท

13.5 การเบิกโลง

ให้ว่า ธรณีสารน้อย (คาถายาวมาก)เอาสั้นๆว่า สิโร เม พุทธะเทวัญจะฯ  ควรมีมีดหมอที่ลงคาถาอาคมด้วยสักเล่ม เอาไว้สับที่ฝาโลง

13.6 การทำเครื่องประกอบโลง

ให้ว่า อะนิจจัง ทุกขัง อะนัตตา

13.7 การตั้งศพ

ให้ว่า อะวัสสัง มะยา มะริตัพพัง

13.8 การจุดไฟไว้หน้าศพ

อะยัมปิ โข เม กาโย เอวัง ภาวี เอวัง ธัมโม เอวัง อะนะตีโต.

13.9 การนำศพออกจากบ้าน

ให้ว่า อะนิจจัง ทุกขัง อะนัตตา

13.10 การโปรยข้าวตอก

ให้ว่า อะนิจจัง ทุกขัง อะนัตตา

13.11 การเผาศพ

อะยัมปิ  โข เม กาโย เอวัง ภาวี , เอวัง ธัมโม, เอวัง อะนะตีโต ฯ

13.12 วันแปรรูป

ให้ว่า อะนิจจัง ทุกขัง อะนัตตา

13. 13 การเก็บอัฐิ

ให้ว่า อะนิจจัง ทุกขัง อะนัตตา

สรุปได้ว่า ในการทำหน้าที่เกี่ยวกับทำศพนั้น สัปเหร่อมีคาถาอาคมที่ควรนำไปใช้ 13 อย่าง

 

=======================================


ตอนที่ 2  ฌาปนกิจจานุวัตร (การทำศพ)

ตอน ฌาปนกิจาจานุวัตร (การทำศพ) นำเสนอเรื่อง “ฌาปนกิจจานุกิจ” กล่าวถึงวิธีการจัดการเกี่ยวกับศพนับตั้งแต่เมื่อคนเราสิ้นลมถึงแก่มรณกรรมจนถึงเก็บอัฐิ ซึ่งแต่ละตอนจะมีการกล่าวถึงปริศนาธรรมและความมุ่งหมายที่บรรพบุรุษของเราท่านได้สอดแทรกเอาไว้นั้นด้วย มีวัตถุประสงค์ในการจัดทำเพื่อให้ความรู้และเป็นแนวทางปฏิบัติภารกิจของสัปเหร่อและผู้สนใจทั่วไป

====================

1.ข้อความเบื้องต้น

การทำศพ เป็นประเพณีที่น่าสรรเสริญส่วนหนึ่งของชาวไทยเราท่าน โดยเหตุที่ได้พิจารณาเห็นสารประโยชน์อันจะอำนวยให้แก่ผู้ถึงแก่กรรมไปแล้ว และรวมทั้งบุตรหลานหรือญาติมิตรผู้สนิทสนมกันทั่วไป โดยสมควรแก่กาลสมัยที่จะพึงกระทำให้เป็นไป

กับทั้งเป็นการแสดงถึงศีลธรรมแห่งน้ำใจ อันกอปรด้วยความกตัญญูกตเวทิตาของมวลมนุษย์ กล่าวคือ แม้มนุษย์ผู้หนึ่งจะได้พรากจากโลกนี้ไปแล้วก็ดี มนุษย์ผู้ยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่ได้ลืมเพื่อนมนุษย์ผู้เคยเป็นเพื่อนร่วมโลกกันมาเสีย การมีน้ำใจอันดีงามเช่นนี้ไม่ได้ปรากฏมีแต่ในหมู่ของพวกเราท่านชาวไทยผู้เคารพในพระพุทธศาสนาเท่านั้น

แม้ในหมู่ชนชาติอื่นผู้นับถือศาสนาอื่นก็เหมือนกัน หากแต่ต่างกันด้วยขนบธรรมเนียมและประเพณี ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็พากะนยึดถือไปตามความเห็นดีเห็นชอบของพวกตน ไม่ได้เหมือนกันโดยส่วนแห่งวิธีการทีเดียว ส่วนจุดประสงค์และความมุ่งหมาย เมื่อได้พิจารณาถึงกรณีแวดล้อมโดยทั่วไปแล้ว ย่อมเห็นได้ว่ามีความมุ่งหวังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือ ปรารถนาให้ผู้ถึงแก่กรรมนั้น ๆได้รับความสุขยิ่งๆขึ้นไปในอนาคต

การประกอบพิธีการในการทำศพ อันมีลัทธิธรรมเนียมเป็นไปโดยแตกต่างกันหลายอย่างเห็นได้ชัดว่าเป็นไปโดยกอปรด้วยเหตุและผล เพื่อเป็นเครื่องนึกคิดให้ผู้มีวิจารณญาณได้หยิบยกขึ้นไตร่ตรองให้ปลงเห็นสภาวธรรมที่แท้จริง ทั้งนี้ย่อมเป็นกรณีที่ควรสรรเสริญที่แท้จริง ซึ่งบรรพบุรุษครั้งโบราณได้จัดทำเข้าไว้ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจแก่ผู้ที่มัวเมาอยู่ในทรัพย์สมบัติ สามีภรรยา บุตรธิดา ตลอดจนมัวเมาอยู่ในความไม่มีโรค แต่โดยเฉพาะประเพณีการทำศพของชาวไทยผู้นับถือพระพุทธศาสนามีมากมาย ซึ่งจะได้บรรยายขยายความต่อไปตามมุ่งหมายของหนังสือเล่มนี้

2.วิธีการเบื้องต้น

ขณะที่ผู้ป่วยนั้นถึงแก่กรรมไปแล้วนั้น เจ้าภาพผู้เป็นธุระในที่นั้นต้องจัดหาเทียนขี้ผึ้งอย่างแท้ประมาณหนัก 1 บาท กับไส้เทียน 9 เส้น แล้วจุดไว้ทางเบื้องศีรษะของศพ อนึ่ง เทียนนี้ควรจะต้องเตรียมหาไว้ก่อน มิฉะนั้นจะไม่เหมาะแก่กาลเวลา สำหรับศพนั้นให้ใช้ผ้าขาวหรือผ้าอะไรก็ได้แต่หากเป็นผ้าขาวก็เป็นการดี เอาคลุมไว้ตั้งแต่เบื้องศีรษะของศพไปจนตลอดปลายเท้าของศพ ปกปิดไว้ให้ดีมิให้เห็นหน้าศพ ต่อแต่นั้นแล้วก็จัดการปิดประตูหน้าต่างให้เรียบร้อย หากเรือนที่มีศพอยู่นั้นไม่มีฝาปิดบัง ต้องจัดการกางมุ้งครอบศพนั้นไว้ด้วย หรือมิฉะนั้นก็ให้คนคอยนั่งเฝ้า ทั้งนี้เพื่อป้องกันแมวมิให้เข้ามา ประเพณีโบราณมักถือกันนักว่า ถ้าหากแมวข้ามศพ ปีศาจจะกำเริบดุร้าย หรือศพนั้นจะลุกขึ้นนั่งได้ ข้อนี้ความจริงจะปรากฏเป็นอย่างไร พอมีทางที่ท่านจะสันนิษฐานได้หลายประการ คือ

1) แมวนั้นอาจเข้าไปโดยที่ไม่ทันมีใครรู้เป็นเหตุให้ลูกเล็กเด็กแดงตกใจหวาดเสียว

2) บางทีแมวเข้าไปไล่ตะครุบหนู เกิดเสียงดังกุกกักขึ้น มีคนเข้าไปดูเห็นแมวนั่งอยู่จึงร้องว่าแมวนั่ง ข้างคนข้างนอกฟังไม่ถนัด เข้าใจเสียว่าคนนั่ง

3) แมวอาจเข้าไปกระโจนถูกเครื่องแก้วหรือเครื่องถ้วยชามที่เก็บไว้ในห้องนั้นเป็นเหตุให้แตกเสียหาย ชะรอยจะเนื่องด้วยเหตุเหล่านี้ประการใดประการหนึ่ง โบราณประเพณีจึงพยายามระมัดระวังกันยิ่งนัก คอยป้องกันมิให้แมวย่องเข้าไปได้ ความจริงคนที่สิ้นชีพไปแล้ว ก็คงนอนแข็งอยู่เช่นนั้นเอง แม้ถึงแมวจะข้ามศพนั้นไปสักกี่ครั้งกี่หนก็ตาม ศพนั้นก็คงลุกขึ้นไม่ได้อยู่นั่นเอง และปีศาจที่ปรากฏว่าคะนองก็คงไม่มีวี่แววว่าดุร้ายเช่นเดียวกัน ข้อนี้ไม่ควรเชื่อในเหตุผลอันไร้ความเป็นจริง ควรตั้งใจช่วยกันจัดสรรของสิ่งอื่นต่อไป

สำหรับเครื่องใช้ในการทำศพมีดังนี้ คือ

1) หาสนมหรือสัปเหร่อเตรียมไว้ให้พร้อม

2) หีบใส่ศพ

3) เทียน 8 เล่ม ขันน้ำ 1 ขัน กระทงเล็กๆ 8 ใบ สำหรับเบิกโลง

4) ไม่ไผ่ยาวสัก 1 วา 1 ลำ ใบตองสด 3 ยอด อย่าให้แตก

5) ส่งการ์ด(ติดต่อสื่อสาร)เรื่องอาบน้ำศพไปให้ญาติมิตรของผู้ตาย

6) ยาดับกลิ่น ใบชา ขมิ้นผง ขี้เลื่อย ขี้ธูป กระดาษฟาง อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อใส่ไว้ในหีบศพ

7) เงินบาทหรือของมีค่าอย่างอื่น สุดแต่จะใส่ปากศพ กรวยดอกไม้ ธูปเทียน หมากตำ 1 คำ ซึ่งได้เตรียมไว้แล้ว รวมทั้งหมดใส่ไว้ในพานเดียวกัน แล้วนำไปตั้งไว้ที่หน้าศพ ขณะเมื่อห่อศพจะได้ใช้ของเหล่านี้

8) ดอกบัวเล็กๆ 1 ดอก หากไม่มีจะใช้ดอกไม้ชนิดอื่นแทนก็ได้ หมาก 1 คำ เทียน 1 เล่ม ธูป 1 ดอก แล้วเย็บกรวยใส่ไว้สำหรับจะได้ไว้ใส่มือศพในเวลาตราสังเสร็จแล้ว

9) .ผ้านุ่ง เสื้อ ถุงเท้า เครื่องแต่งตัวศพ เมื่ออาบน้ำกันเสร็จแล้ว ตามความนิยมของคนไทยโดยมากมักจะเลือกแต่ของที่ผู้ตายชอบใจ

10)  ผ้าซับรอยหน้า รอยมือ รอยเท้า รวม 5  ผืน หากจะใช้ผ้าเช็ดหน้าขาว ๆก็ได้

11)  ผ้าขาวชนิดผ้าแป้ง 1 ไม้ ผ้านุ่งขาว 2 ผืน ผ้าห่มขาว 2 ผืน กรรไก เข็ม ด้ายเย็บผ้า ด้วยดิบ 2 เข็ด สำหรับสัปเหร่อหรือสนมจะได้ไว้เย็บเสื้อกางเกง กับทั้งถุงสวมศีรษะศพ

12) ทองปิดหน้าหรือขี้ผึ้งอย่างแท้ ทำเป็นรูปหน้าแล้วเอาทองคำเปลวปิดหรือใช้ขี้ผึ้งแท้ล้วน ๆก็ได้

13)  มะกรูดปอกเอาแต่ผิว ขมิ้นชันสดผสมกันโขลกไว้ใช้ทาศพเมื่ออาบน้ำแล้ว

14) ต้มน้ำไว้อาบศพ

15) เตียงเล็ก ๆสำหรับวางศพขณะที่รดน้ำ ทางที่ดีควรมีที่นอนและหมอนหนุนศีรษะกับทั้งหมอนเล็ก ๆสำหรับรองมือที่จะรดน้ำ

16) ขันน้ำรดมือศพ สมัยนี้มักจะใช้รดน้ำกันแต่ที่มือเท่านั้น ผิดกับสมัยก่อนใช้รดกันทั่วตัวเลยทีเดียว แต่ที่รดทั่วตัวก็ยังมีอยู่บ้างตามชาวชนบทโดยมาก

17) ผ้าชักบังสุกุลและผ้าคลุมหีบศพ

18) เครื่องตั้งศพ มีแจกัน กระถางธูป เชิงเทียนและพานดอกไม้ เป็นต้น พร้อมทั้งดอกไม้ธูปเทียนเรียบร้อย

19) เครื่องเซ่นคาวหวานสำหรับศพ

20)  หีบพระธรรม

21) เครื่องบูชาศพ(เครื่องห้า) มีพุ่มเล็ก 3 พุ่ม เชิงเทียนเล็ก 1 คู่ ปักเทียนข้างหนึ่ง ปักธูปข้างหนึ่ง รวมกันใส่พานตั้งหน้าศพ

22)  เตียงสำหรับให้พระนั่งสวด หมอน พรมและเครื่องบูชา มีแจกันดอกไม้ 1 คู่ เชิงเทียน 1 คู่ กระถางธูป 1 กระถาง

23) ม้าหรือโต๊ะเตี้ย ๆ 2 ตัว สำหรับตั้งของเหล่านี้

24)  โต๊ะวางขวดน้ำอบ 1 ตัว น้ำอบ 1ขวด

25) หวี 1 อัน ใส่พาน ตั้งไว้หน้าศพ

3.บรรจุของเข้าปากศพ

เมื่อได้ช่วยกันจัดสรรของสิ่งอื่นอันเกี่ยวแก่โลงของศพเสร็จสิ้นแล้ว ต่อแต่นั้นให้หาผู้ที่เป็นญาติมิตรสาโลหิตชนซึ่งเป็นที่คุ้นเคยกับผู้ตายมาก่อนจัดการป้อนหมาก ที่ได้ตระเตรียมไว้แล้วนั้นเข้าในปาก และหาวัตถุอันมีค่า เช่น เงินบรรจุใส่รวมกันเข้าไปในตัวด้วย หากสามารถที่จะหาวัตถุมงคลอันมีค่ายิ่งกว่าเงิน เช่น ทองคำธรรมชาติ เพชรนิลจินดาเหล่านี้เป็นต้น ก็ควรหามาใส่รวมกันเข้าไปกับหมากด้วย เพราะเป็นจริยานุวัตรอันดีงามที่คนผู้ดีมั่งมีทั้งหลายได้ประพฤติกันมา แต่ทั้งนี้ต้องจัดการมัดห่อศพนั้นให้แน่นหนาก็พอ ควรใช้เชือกเหนียว ๆผูกห้อยปลายเชือกออกมานอกปากหรือเมื่อจะไม่ทำเช่นนั้นก็ห่อให้โตพอที่จะไม่ไหลเลื่อนลงคอได้ เพื่อจะได้สะดวกในเวลานำออกขณะถ่ายศพออกจากโลงเมื่อถึงป่าช้าหรือวัดแล้ว

การที่ป้อนหมากใส่ไว้ในปากศพนั้น เป็นปริศนาธรรมให้ผู้มีวิจารณญาณพิจารณาเห็นว่า แม้เมื่อตนยังปรากฏมีชีวิตอยู่ก็สามารถจะขบเคี้ยวรับประทานอาหารได้เองโดยไม่ต้องมีใครมาโขลกตำให้ หากจะแก่เฒ่าชราลงตามสภาวธรรมของสังขารอันเป็นเหตุถึงกับต้องตำหมากรับประทานก็จริง แต่ก็ยังรู้สึกในรสของหมากนั้นอยู่ โดยชิวหาประสาทของตนยังเป็นไปโดยปกติธรรมดา ครั้นถึงสมัยเมื่อตนได้ละร่างกายอันคล้ายกับท่อนไม้ท่อนฟืนนี้ไปแล้ว แม้จะมีญาติมิตรที่รักใคร่อุตส่าห์ตำหมากให้รับประทานก็คงไม่ได้รู้สึกในรสชาติของหมากนั้น ไม่รู้จักถ่มไม่รู้จักคาย คงนอนเหยียดอมหมากไว้เฉย ๆเท่านั้นเอง นี่ก็แสดงให้ปรากฏเห็นความอนิจจังแห่งสังขารอันเป็นไปตามสังขตลักษณ์ คือ มีความเกิดขึ้นเป็นเบื้องต้น มีความแปรปรวนไปในท่ามกลาง และมีความแตกดับสลายไปในที่สุด

การเอาเงินหรือทองของมีค่าบรรจุไว้ในปากของผู้ตายนั้น มักถือกันว่าผู้ตายจะได้นำไปใช้ในปรภพเบื้องหน้า ข้อนี้ก็น่าสงสัยเพราะเป็นไปโดยไร้เหตุผล และผิดหลักธรรมในพุทธศาสนาที่พวกเราท่านนับถือกันมา พุทธภาษิตบทหนึ่งกล่าวไว้เป็นเครื่องเปรียบเทียบให้เห็นว่าร่างกายนี้ไม่เที่ยงหอ จักนอนทับถมพื้นดิน เมื่อปราศจากวิญญาณแล้วก็เป็นของว่างเปล่า ราวกับท่อนฟืน หาประโยชน์มิได้ ดังนี้ พระพุทธภาษิตข้อนี้ก็ยังเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า แม้ร่างกายอันเป็นอวัยวะที่มีค่ายิ่งของผู้ตายนั้นก็ยังนำไปไม่ได้ แต่ท่านผู้รู้ในทางธรรมแห่งพุทธศาสนาโดยมากกล่าวกันว่า การที่เอาเงินทองใส่ไว้ในปากของผู้ตายนั้น บรรดาของของที่มีซึ่งตนได้พยายามสั่งสมไว้ในเมื่อยามมีชีวิตอยู่ แม้จะมีมากน้อยประการใดก็ดี ครั้นตนได้ทอดทิ้งกเฬวรากซากศพแห่งร่างกายนี้ไปแล้ว เป็นอันว่าต้องสลัดตัดสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของทั้งหมด ที่สุดแม้แต่เงินทองที่เขาใส่ไว้ในปากก็หาสามารถที่ระรักษาเอาไว้ได้ไม่ ทั้งนี้ย่อมได้ชื่อว่าไม่พ้นไปจากคติทางพระพุทธศาสนา ย่อมเป็นไปตามคติธรรมดา คือ กัมฺมโยนิ มีกรรมเป็นกำเนิด กัมฺมพันฺธุ มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ กัมฺมปฏิสรโณ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กระทำกรรมอย่างใดไว้ทั้งเป็นส่วนดีและส่วนชั่ว ตนย่อมได้รับผลสนองของกกรรมนั้น กรรมย่อมติดตามตนต่อไปในที่ทุกสถาน ดุจดังเงาตามตนฉะนั้น หากกรรมนั้นเป็นส่วนแห่งกรรมอันสุจริตดีงาม ก็ย่อมอำนวยผลให้ได้รับผลบุญ คือ ความสุขอันไพศาล หากเป็นกรรมที่เป็นส่วนของกรรมอันทุจริตชั่วช้า ก็ย่อมเป็นเหตุอำนวยผลให้ได้รับบาป คือ ความทุกข์อย่างมหันต์ดุจกัน สุดแต่บุญและบาปนั้นจะส่งเสริมผลให้ตามกำลังของกรรมนั้นๆ

4.การอาบน้าศพ

เป็นประเพณีไทยที่ได้ประพฤติปฏิบัติสืบต่อกันมาโดยทั่วไปทั้งคนชั้นต่ำชั้นกลางและชั้นสูง คือ เมื่อญาติหรือมิตรสหายถึงแก่กรรมไปแล้ว ก็จะมีการอาบน้ำศพกัน นับว่าเป็นแบบแผนที่น่าสรรเสริญส่วนหนึ่ง กับทั้งเป็นการแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างน่าปลื้มใจ สำหรับน้ำที่จะใช้อาบนั้นก็ใช้น้ำที่ต้มด้วยหม้อและเก็บหาใบไม้สด ๆมา ซึ่งจะเป็นใบไม้ชนิดใดก็ได้ ต้มผสมลงไปด้วย เวลาที่จะอาบน้ำศพนั้นให้อาบด้วยน้ำร้อนก่อนแล้วจึงอาบด้วยน้ำเย็นภายหลัง ควรหาสบู่มาถูร่างกายตามอวัยวะทุก ๆส่วนของศพให้สะอาดเรียบร้อย ขจัดสิ่งสกปรกเหงื่อไคลอันเป็นสิ่งปฏิกูลเศร้าหมองให้หมดสิ้น ประเพณีดังกล่าวมานี้ย่อมเปรียบได้กับมนุษย์ผู้แรกเริ่มที่จะได้ไปปฏิสนธิถือเอากำเนิดเกิดมาสู่ความเป็นมนุษย์ในโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ เบื้องต้นเมื่อได้คลอดออกจากครรภ์มารดาแล้ว ก็ได้รับน้ำร้อนและน้ำเย็นเป็นเครื่องชำระร่างกายมาก่อน ดุจดังสมเด็จพระบรมศาสดาของเราท่านทั้งหลาย สมัยเมื่อพระองค์ประสูติจากพระครรภ์ของพระราชมารดา กล่าวกันว่ามีท่อน้ำร้อนน้ำเย็นหลั่งไหลลงมาจากอากาศ ด้วยอำนาจบุญญานุภาพของพระองค์แล้วก็สรงสนานพระวรกายของพระองค์ให้บริสุทธิ์ ทั้งนี้ย่อมเป็นเครื่องเปรียบเทียบได้ส่วนหนึ่ง แต่ปริศนาธรรมในข้อนี้มีทางที่จะสันนิษฐานได้ดังนี้ คือ ท่อน้ำร้อนที่หลั่งไหลมาแต่อากาศเพ่อสรงสนานพระวรกายของพระองค์ให้บริสุทธิ์นั้น ก็เปรียบด้วยการที่พระองค์ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอันเป็นส่วนหนึ่งของความประพฤติที่กอปรด้วยอัตตกิลมถานุโยค คือ การประพฤติที่ยังตนให้ลำบากเปล่าโดยไร้ประโยชน์ ส่วนท่อนน้ำเย็นนั้นเล่าก็เปรียบได้ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงพิจารณาเห็นโทษของการทุกรกิริยาอัตตกิลมถานุโยคอันเป็นกรณีที่นำมาซึ่งทุกข์ ฉะนั้นจึงได้ทรงละเสียแล้วหันมาบำเพ็ญเพียรทางจิต ใช้กำลังแห่งวิริยะในทางจิตอันแรงกล้าเข้าชำระล้างพระสันดานของพระองค์ให้บริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง ยังญาณ 3 คือ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ญาณเครื่องระลึกถึงชาติหนหลังได้ จุตูปปาตญาณ ญาณเป็นเครื่องรู้ซึ่งการเคลื่อนและการเกิดของสัตว์ทั้งหลายได้ และอาสวักขญาณ ญาณเป็นเครื่องทำอาสวะให้สิ้นไป ทั้ง 3 ประการนี้เกิดปรากฏมีขึ้นในพระองค์ ณ ที่ควงแห่งไม้อสัตถพฤกษ์โพใบในสมัยปัจฉิมกาล ณ กาลครั้งนั้น อย่างไรก็ดีที่สุดย่อมเป็นเหตุให้พระองค์รู้แจ้งเห็นจริงในกองทุกข์และทำการปราบปรามตัวสมุทัยอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ให้พินาศไป กับทั้งรู้แจ้งเห็นจริงในนิโรธธรรมอันเป็นตัววิบากผล คือ นิพพานสุขอันไพศาลและพยายามปลูกฝังตัวมรรคอันเป็นเหตุแห่งนิโรธให้เกิดขึ้นมีขึ้น รวมความว่าพระองค์ทรงรู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจ 4 ประการได้โดยเรียบร้อยบริบูรณ์

สำหรับน้ำที่ใช้อาบศพนั้น ในทางธรรมมีทางให้พิจารณาเห็นว่า น้ำร้อนย่อมได้แก่กองกิเลส 3 กอง คือ ราคะ โทสะ โมหะ อันเป็นตัวกิเลสธรรมที่แผดเผาสันดานสรรพสัตว์ทั้งหลายให้เร่าร้อนอยู่เป็นนิตย์ ส่วนน้ำเย็นนั้นก็ได้แก่สันติธรรม วิราคธรรม พรหมวิหาร ๔ ประการ และปัญญาอันนับเนื่องเข้าในวิปัสสนาญาณ ธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ย่อมเป็นอุบายกำจัดเสียซึ่งความเร่าร้อนที่บีบคั้นหัวใจสัตว์อันนับเนื่องมาแต่ไฟแห่งกิเลส 3ประการนั้นให้เหือดหายกลับกลายมาสู่ความเยือกเย็นดุจเดียวกัน ส่วนกิจการที่ทำต่อไปหลังจากเมื่ออาบน้ำศพด้วยน้ำร้อนและน้ำเย็นแล้ว ก็ให้นำขมิ้นสดกับผิวมะกรูดที่ได้ตำคั้นไว้แล้วนั้น มาชโลมลูบไล้ไปตามร่างกายตลอดจนฝ่ามือฝ่าเท้าให้ทั่วตัวเป็นอันดี แล้วนำผ้าเช็ดหน้าขาว 5 ผืนมาซับที่ใบหน้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ถอนเอารอยรูปมาแจกแก่บุตรและหลานไว้เป็นที่ระลึก สำหรับการอาบน้ำศพให้สะอาดนั้นควรให้บุตรหลานอาบกันเองเพราะเป็นการอาบจริง ๆและเพื่อมิให้เป็นการอุจาดบัดสีแก่ศพด้วย เมื่อสนมหรือสัปเหร่อมาถึงแล้วก็เพียงแต่มอบธุระให้เขาจัดการตบแต่งเครื่องแต่งกายต่อไป

5.การแต่งกายศพ

การแต่งกายศพ ก็เช่นเดียวกับอุบาสกอุบาสิกานุ่งขาวห่มขาว หากแต่การนุ่งห่มให้แก่ศพนั้น นิยมใช้ผ้าขาวสำรับนุ่ง 2 ชั้น รวม 2 ผืน ชั้นในเอาชายพกไว้ข้างหลังแล้วนุ่งห่มทับข้างนอก ส่วนอีกขั้นหนึ่งเอาชายพกไว้ข้างหน้า สำหรับผ้าห่มนั้นให้ห่มด้วยผ้าขาวเฉวียงบ่า การที่นุ่งห่มผ้ากลับชายพกไว้ข้างหลังนั้น เป็นกิริยาที่นุ่งห่มสำหรับคนตายและการนุ่งห่มโดยมีชายพกอยู่ข้างหน้านั้น เป็นกิริยาที่นุ่งห่มสำหรับคนเป็น หมายความโยงต่อไปถึงการถือกำเนิดในภพเบื้องหน้า ทั้งการนุ่งขาวห่มขาวนั้นเป็นเครื่องแสดงถึงทางที่จะหนีให้พ้นทุกข์ กล่าวคือ ให้หมั่นบำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญภาวนา สดับฟังพระธรรมเทศนาเพื่อรักษากายวาจาใจให้บริสุทธิ์ ประพฤติตนเป็นคนที่เลื่อมใสในทางพระพุทธศาสนา ดังที่ว่ามานี้เป็นเหตุให้พ้นทุกข์ ส่วนอนุชนคนภายหลังผู้เป็นญาติมิตรกับผู้ตาย พากันนุ่งขาวห่มขาวนั้นเป็นการถึงความมีกตัญญุตาธรรม คือ ความรู้สึกในอุปการคุณของผู้ตาย ต่างไว้อาลัยกันด้วยการไว้ทุกข์ และทั้งเป็นการแสดงถึงความเลิกรักเลิกชังไม่จองเวรจองภัยกับคนตายอีกต่อไป นอกจากนั้นแล้วการนุ่งขาวห่มขาวยังเป็นการแสดงถึงความเป็นเจ้าภาพจัดการในงานศพนั้นด้วย ส่วนการนุ่งห่มผ้าสำหรับผู้ได้รับเชิญไปเป็นเกียรติแก่ศพ หรือผู้มีหน้าที่แก่ความเป็นเจ้าภาพนั้น หากเป็นผู้มีอายุน้อยกว่าผู้ตายนิยมให้นุ่งห่มด้วยผ้าขาว หากเป็นผู้มีอายุแก่กว่าผู้ตาย นิยมให้นุ่งห่มด้วยผ้าดำ เพื่อเป็นเครื่องไว้ทุกข์แก่ท่านผู้ตายนั้น ๆ

 

6.การปลงผมศพ

ประเพณีไทยสมัยบาณกาลมา เมื่อจะจัดการอาบน้ำศพกันแล้ว ก็ปลงผมคนตายให้เกลี้ยงเสียก่อน หลังจากที่ได้ล้มเลิกประเพณีปลงผมคนตายแล้วก็กลายมาเป็นปลงผมคนเป็น เพื่อไว้ทุกข์ให้แก่กัน ปัญหาเรื่องประเพณีปลงผมทั้ง 2 ประเภทนี้ นักปริศนาธรรมพากันขบคิดว่า การที่ปลงผมให้แก่คนตายนั้นเนื่องด้วยเหตุที่กำลังป่วยอยู่ผมยาวเกินไปปลงไม่ได้เกรงจะแสลงแก่คนไข้ เมื่อตายไปแล้วจะเอาศพไปประชุมเพลิงเกรงว่าสัตว์ที่อาศัยอยู่ในผมนั้นจะพลอยตายตามกันไปด้วย จึงต้องปลงเสียเพื่อให้หมดมลทินโทษดังที่กล่าวแล้ว และทั้งปลงผมให้สมกับการนุ่งขาวห่มขาวอันแสดงถึงความสันโดษมักน้อยไม่รักสวยรักงามในสภาพอันไร้ประโยชน์ ดุจดังที่มั่นคงอยู่ในศีลวัตรอันประเสริฐ อนึ่ง ประเพณีไว้ทุกข์ให้แก่ผู้ตายด้วยการปลงผมของผู้เป็นญาติและมิตรนั้น กล่าวกันว่าเนื่องมาแต่ธรรมเนียมจีน ชาวไทยเราท่านเลียนแบบมาจากนั้น ปฐมเหตุของเรื่องนี้มีอยู่ว่า เมื่อครั้งแผ่นดินพระเจ้าสายน้ำผึ้ง(ในสมัยกรุงศรีอยุธยา)นั้น พระองค์ทรงพอพระทัยในราชธิดาของพระเจ้ากรุงจีน ครั้นภายหลังพระองค์ทรงขอมาแต่งตั้งไว้ในตำแหน่งพระอัครมเหสี กาลล่วงมาเมื่อพระนางเธอได้สิ้นพระชนม์ลง บรรดาข้าหลวงทั้งหลายฝ่ายพระนางต่างปลงศีรษะและนุ่งขาวห่มขาวเพื่อไว้ทุกข์ถวายเป็นเกียรติยศ พระเจ้าสายน้ำผึ้งทรงพอพระทัยในพิธีการไว้ทุกข์เช่นนั้น จึงทรงรับสั่งโปรดฯให้ชาวไทยทำเช่นนั้นบ้าง ด้วยกรณีดังกล่าวนี้จึงเป็นประเพณีนิยมใช้สืบกันมาจนกาลย่างเข้าสู่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ครั้งรัชกาลต้น ๆก็ยังนิยมใช้กันอยู่ แต่มาถึงสมัยนี้ได้เลิกล้มประเพณีเช่นนี้หมดแล้ว พิธีการปลงผมคนตายคนเป็นได้นำมาบรรยายไว้พอเป็นเครื่องประดับความเพียงเท่านี้

7. พิธีรดน้ำศพ

เมื่อได้จัดแจงนุ่งห่มและปลงผมศพเสร็จแล้ว จึงยกศพขึ้นเหนือเตียงนอนที่ได้จัดหาไว้ จะหันศีรษะศพไปทางไหนแล้วแต่ความสะดวกแก่สถานที่ คลุมศพด้วยผ้าแพรและหาผ้างาม ๆอีกชั้นหนึ่ง ตั้งโต๊ะวางขวดน้ำอบไว้ให้ใกล้เตียงศพ แล้วแบมือศพข้างขวาออกให้พ้นนอกเตียง ใช้หมอนงาม ๆเล็ก ๆมารองรับมือไว้ ส่วนขันรองรับน้ำก็นำมาวางไว้ข้างล่าง เพื่อให้แขกที่รับเชิญมาในงานรดน้ำได้รดด้วยน้ำหอมเป็นพิธีอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่รดน้ำศพผู้รดก็ควรนึกขอขมาลาโทษศพไว้ในใจว่า “อิทัง มะตะกะสะรีรัง อุทะกัง วิยะ อะโหสิกัมมัง” หมายความว่า สรีระที่ตายแล้วนี้เป็นอโหสิกรรม ดุจดังน้ำที่รดลงไป  อธิบายว่า  บุคคลผู้ถึงแก่มรณะไปแล้วนั้น เพศชายก็มี เพศหญิงก็มี เราได้เคยพูดจาว่ากล่าวผู้อื่นทั้งเพศหญิงและเพศชายมาแล้ว ทั้งนี้คำพูดเช่นนั้นย่อมหมายถึงบุคคลที่มรณะซึ่งเป็นเพศหญิงหรือเพศชายนั้นด้วย เพราะเป็นผู้เคยร่วมโลกเดียวกันมา ฉะนั้นกิริยาที่รดน้ำนั้น ก็คือ การขอขมาโทษ กล่าวคือ การขอให้คำพูดนั้น ๆเป็นอโหสิกรรม ปลดเปลื้องจากความเป็นเวรกันต่อไป ซึ่งมีน้ำเป็นพยานปรากฏ และเพื่อเป็นการแสดงไมตรีจิตแก่ผู้มรณะตลอดทั้งญาติมิตรของผู้มรณะด้วย อนึ่ง เพื่อเป็นแนวทางให้เกิดสังเวคะความสลดจิตพิจารณาเห็นอสุภะซากศพนั้นว่าเป็นวิปริณามธรรม หาได้เป็นไปตามอำนาจแห่งความปรารถนาไม่ ถึงแม้ว่าผู้หนึ่งผู้ใดจะนำน้ำหอมหรือเครื่องประเทืองผิวอันประเสริฐสักปานใดมาประพรมซากศพนั้น ก็ไม่สามารถที่จะเสกสรรค์ให้กลับฟื้นคืนชีพได้  ทั้งนี้ย่อมเป็นเหตุบรรเทาความมัวเมาในชีวิตได้เป็นอย่างดี

8.โลงหรือหีบใส่ศพ

เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใกล้จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน กาลครั้งนั้นพระองค์ทรงรับสั่งแก่พระอานนท์ถึงเรื่องที่เกี่ยแก่สรีระของพระองค์ว่าให้ปฏิบัติในสรีระของพระองค์ดุจดังของพระเจ้าจักรพรรดิ คือ อัญเชิญพระสรีระศพลงประทับเหนือรางหรือหีบทอง ความจริงรางหรือหีบทอง ก็คือ โลงของเราท่านนี่เองแหละ หากแต่ต่างกันโดยความเป็นของดีหรือไม่เท่านั้น และโลงนั้นมีมาแต่ครั้งไหน ข้อนี้ทราบกันมาว่า ชาวฮินดูเป็นผู้คิดประดิษฐ์ขึ้นก่อน ความจริงแต่ครั้งโบราณกาลมาเขาใช้ไม้ไผ่สานเป็นเฝือกแล้วหุ้มห่อศพไปไว้ยังป่าช้า กาลต่อมาผู้ที่มีทรัพย์หรือมีอำนาจประสงค์จะเก็บศพไว้นาน ๆเพื่อให้ญาติไกลๆได้มีโอกาสมาประชุมเพลิงโดยทั่วกัน จึงใช้บ่าวไพร่ไปป่าเพื่อหาไม้มาขุดทำเป็นรางเผาศพ ครั้นไม้หายากและไม่สะดวกด้วยการทำรางเช่นนั้น ภายหลังจึงคิดใช้ไม้ต่อเป็นโลงแทนรางอย่างเดิม เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายยิ่งขึ้น แต่ก็ยังถือกันว่าห้ามไม่ให้ทำในเขตบ้าน ให้เอาไม้ไปต่อในป่าหรือในวัดเพราะเชื่อกันเป็นต้นเหตุว่ารางนั้นทำกันในป่า ส่วนที่เรียกว่าโรงนั้นความจริงตั้งแต่เดิมามีผู้หาไม้ไปประกอบทำกันในกลางแจ้ง ครั้นแดดร้อนจัดจึงจัดแจงบังด้วยใบไม้ และก็ต่อโลงในที่นั้นเมื่อเสร็จแล้วคนที่มาช่วยกันหามถามว่ารางหรือวัตถุที่ต่อสำหรับใส่คนอยู่ไหน คนทำตอบว่าโรงตั้งอยู่กลางแจ้ง คนที่ไปหามฟังไม่ถนัดเข้าใจว่ารางหรือสิ่งที่ต่อนั้นเป็นโรง ภายหลังคำว่า ราง เลยเพี้ยมาเป็น โรง และคำว่าโรง เลยเพี้ยมาเป็น โลง และใช้เรียกกันมาตราบเท่าทุกวันนี้ และโลงก็ใช้กันมาหลายพันปีแล้ว หีบสำหรับใส่ศพหรือโลงนั้นต้องเตรียมไว้ให้เสร็จ โบราณถือว่าไม่ให้ต่อไว้คอยท่า เชื่อกันว่าจะเป็นลางหรือแช่งผู้ป่วยให้ตายเร็ว ๆ เมื่อดับชีพไปแล้วจึงค่อยต่อก็ได้ ด้วยเหตุที่เป็นความขลุกขลักลำบาก สมัยนี้ไม่มีใครถือเช่นนั้นแล้ว เพราะใช้โลงที่เขาทำไว้ขายสะดวกมาก มีหลายชนิดเลือกหาซื้อได้ตามความพอใจ

9. เบิกโลง

การเบิกโลงนี้สมับดึกดำบรรพ์เห็นจะเบิกกันจริงๆ วิธีเบิกโลง คือ ตัดไม้ท่อนใหญ่ ๆมาขุดเป็นรางลึกกว้างพอสมควรกับที่กล่าวแล้ว ใช้ไม้ปากกาเบิกถ่างให้แบะออกดังเบิกเรือมาดนั่นแหละ ต่อมาการทำโลงหรือหีบต่อด้วยไม้กระดานไม่ต้องขุดหรือเบิกเหมือนแต่ก่อน เพียงแต่ใช้ไม้เล็ก ๆแทนไม้ปากกาเสียบปากโลงพอเป็นพิธีเท่านั้น การเบิกโลงนั้นเป็นหน้าที่ของสนมหรือสัปเหร่อจัดทำเอง วิธีเบิก คือ ใช้เฝือกผืนหนึ่งซึ่งทำด้วยไม่ไผ่ ๗ ซีก วางลงก้นแล้วใช้ไม้ปากกา ๘ อันเสียบปากโลงไว้ ระยะห่างกันพอสมควร ไม้ปากกานี้ทำด้วยไม่ไผ่เล็ก ๆยาวประมาณ ๑ คืบ อย่างไม้ตับปิ้งปลา แล้วเอาด้ายสายสิญจน์ผูกปลายไม้ปากกาวงไปให้รอบปากโลง เอาเทียน 8 เล่มติดที่ปากโลง ระหว่างไม้ปากกาทั้ง 8 อันนั้น กับมีกระทงเย็บด้วยใบตอง 4 มุมบรรจุของคาวหวานเครื่องเซ่น วางบนโลง 8 ทิศ หรือ 8 ช่อง ขันน้ำสำหรับทำน้ำมนต์ 1  ขัน เมื่อจุดเทียน 8 เล่มเสร็จแล้ว ก็เริ่มลงมือด้วยน้ำมนต์ธรณีสาร อ่านโองการว่า “สิโร เม พุทธะเทวัญจะ นะลาเฎ พรัหมะเทวะตา หะทะยันนะรายัญเจวะ หัตเถ จะ ปะระเมสุรา ปาเท วิสสะนุกัญเจวะ สัพพะกัมมา ปะสิทธิเม” เมื่อว่าคาถาจบแล้วก็วักน้ำมนต์ลูบหน้าเสยผมคนทำพิธีเบิกโลงและประพรมโลง 3 หน แล้วหยิบเทียนที่ติดปากโลงมาจุดด้ายสายสิญจน์ที่วงรอบโลงให้ไหม้ลงทั้ง 8 ช่อง ต่อจากนั้นเอามีดหมอมาเสกด้วยคาถาว่า “พุทธัง ปัจจักขามิ ธัมมัง ปัจจักขามิ สังฆัง ปัจจักขามิ” 3 ครั้งแล้ว ถามเองตอบเองว่า โลงนี้ทำไว้สำหรับใส่ใครหรือใส่อะไร ตอบว่า สำหรับใส่ศพผู้ตายนี้ ระบุชื่อให้แจ้งชัด ครั้นถามและตอบเสร็จแล้ว จึงเอามีดหมอนั้นสับปากหีบ 3 ที จะเป็นทางใดทางหนึ่งก็ตาม ทางที่ปรากฏมีรอยสับนี้ เป็นเครื่องหมายว่าให้วางศพหันศีรษะไปทางนั้น แล้วผลักเครื่องเซ่น ไม้ปากกา ด้ายสายสิญจน์กับเทียนที่เหลืออยู่นั้นรวมลงในโลงทั้งหมด แล้วหาใบตองกล้วยตานี เลือกที่ก้านไม่หักใบใบแตก 3 ใบมาปูทับลงบนสิ่งของที่ผลักลงโลงไปนั้น การเบิกโลงเป็นอันเสร็จพิธีเพียงเท่านี้ ส่วนความเชื่อถือของคนโบราณ ซึ่งมีการเซ่นผีสางเทวดด้วยนั้นชะรอยจะกระทำกันเพื่อป้องกันอันตรายอันจะพึงเกิดแก่ผู้เบิก หรือเป็นอุบายเพื่อของกำนัล คือ เงินสลึงหนึ่งอันผู้เบิกโลงจะพึงได้เป็นสินน้ำใจ

อนึ่ง เพื่อป้องกันมิให้อสุรกาย เข้ามาสิงสู่อยู่ในนั้น ฉะนั้นก็จึงมีการถามและตอบกัน ส่วนที่เอาใบตอง 3 ใบ ก้านไม่หักใบไม่แตกมาปูทับนั้น เห็นจะเนื่องมาแต่ครั้งโบราณที่เขาใช้เผือกห่อศพ เมื่อจะเอาศพใส่เฝือกก็ใช้ใบตองปูและปิดศพ เพื่อมิให้เป็นการอุจาด และจำเป็นต้องใช้ใบตองที่ใบไม่แตกก้านไม่หัก ก็เพื่อให้เป็นไปเพื่อความเรียบร้อยยิ่งขี้น ครั้นเสร็จพิธีในการเบิกโลงแล้ว ก็ยกศพขึ้นสู่ที่ตั้งเครื่องสักการะบูชาต่อไป

10. หวีผมศพ

การหวีผมให้ศพนี้ไม่ได้ทำเพื่อความสวยงามแก่ศพ หากแต่ทำไปเพื่อให้ผู้ที่มีชีวิตอยู่พิจารณาเพื่อให้เกิดความสังเวชสลดใจ ประเพณีมักนิยมให้ผู้มีวัยอายุสูงกว่าผู้ตายหรือมีบรรดาศักดิ์สูงกว่าผู้ตายเป็นผู้หวี วิธีหวีนั้นให้แบ่งหวีไปข้างหลังครึ่งหนึ่งกลับไปข้างหน้าครึ่งหนึ่ง การหวีกลับไปกลับไปข้างหน้าครึ่งหนึ่ง แสดงว่าหวีสำหรับคนตายและหวีกลับไปข้างหลังครึ่งหนึ่ง แสดงว่าหวีสำหรับคนเกิด ทำนองเดียวกับการนุ่งผ้าไว้ชายข้างหน้าและข้างหลังดังกล่าวแล้ว เมื่อหวีเสร็จก็หักหวีออกเป็นสองท่อนแล้วทิ้งลงในโลง ทั้งนี้ก็หมายถึงการเกิดกับการตายเป็นของคู่กัน เมื่อเกิดแล้วก็ย่อมมีตาย เวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏแห่งกิเลส กรรม วิบาก กล่าวคือ สภาวะของสัตว์ทั้งหลายที่ยังอยู่ในโลกตามธรรมดา ดวงจิตก็ยังเกลือดกแล้วด้วยกิเลส ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังดวงจิตให้เศร้าหมองไม่ผ่องแผ้ว กับทั้งเป็นเหตุดึงสัตว์ให้ลงสู่ทางแห่งหายนะ หาความสุขความเจริญมิได้  มีอุปมาเสมือนหนึ่งกับกระบือบอดท่องเที่ยวไปในไพรรกชัฏ ไม่ได้รู้แจ้งในรุกขชาติและลดาชาติอันรกรุงรังซึ่งเกิดขึ้นในแนวไพรนั้น

ตัณหา มานะและทิฏฐิ เป็นปปัญจธรรมนำสัตว์ให้เนิ่นช้าและโลภะ โทสะ โมหะเป็นอุปกรณ์อันแรงกล้าที่นำสัตว์ให้กระทำกรรมทั้งดีและชั่ว ซึ่งปรากฏไปโดยเป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมและเป็นทั้ง 3 คือ กายทวาร วจีทวาร มโนทวาร  ด้วยความที่สัตว์มีใจอันประกอบด้วยกิเลสแล้วเป็นเหตุให้สัตว์ได้รับวิบากอันเป็นตัวผลซึ่งมีทั้งดีและชั่ว  หากเป็นกรรมดีก็เป็นเหตุให้ได้ผลดี  กล่าวคือ ความสุข ถ้าเป็นกรรมชั่วก็เป็นเหตุให้ได้รับผลชั่ว กล่าวคือ ความทุกข์  สุขกับทุกข์ทั้งสองประการนี้ย่อมกระตุ้นเตือนใจสัตว์ให้ประกอบด้วยกิเลสอีกขั้นหนึ่ง  ซึ่งหมุนเวียนกันไปจนหาความสิ้นสุดมิได้  ด้วยเหตุนี้สมเด็จพระบรมศาสดาพระองค์จึงตรัสว่า กิเลส กรรม วิบากทั้ง 3 ประการนี้เป็นตัวสังสารจักรหรือเป็นสังสารวัฏนำสัตว์หมุนสัตว์ให้ท่องเที่ยวไปในสังสารภพไม่มีที่สิ้นสุด ฉะนั้นชาติ คือ ความเกิด มรณะ คือ ความตาย จึงเป็นของคู่กัน  ตราบใดที่พระอรหัตตมัคคญาณซึ่งเป็นศัสตราวุธอันคมกล้ายังไม่เกิดมาเป็นเครื่องประหัตประหารกิเลสให้ย่อยยับไปแล้ว สัตว์ทั้งหลายก็ยังมีการเกิดและการตายอยู่เนืองนิตย์ตราบนั้น

11.ตราสังศพ

การตราสังศพนั้น ก็คือ การห่อหุ้มศพด้วยผ้าขาวแล้วผูกมัดด้วยด้ายดิบเพื่อให้เป็นให้เป็นการเรียบร้อย เชือกที่จะใช้ตราสังศพนั้น ใช้ด้ายดิบอย่างด้ายสายสิญจน์หลายๆเส้นทบกันให้เหนียวพอดึงรัดไม่ขาด มีขนาดโตเท่าหัวแม่มือ วิธีตราสังมัดเพียง 3 เปลาะเท่านั้น คือ เปลาะแรกใช้เชือกทำเป็นบ่วงผูกสวมคอศพแล้วภาวนาคาถาว่า “ปุตโต คีเว” แล้วโยงเชือกมากลางตัว ทำเป็นบ่วงตะกรุดเบ็ดผูกข้อมือพนมไว้ที่หน้าอก อีกเปลาะหนึ่ง ภาวนาคาถาว่า “ ภะริยา หัตเถ” แล้วโยงเชือกมาที่เท้า ทำบ่วงผูกข้อเท้าให้ติดกันแล้วภาวนาคาถาว่า “ธะนัง ปาเท” รวมเป็น 3 เปลาะด้วยกัน เท่านี้เป็นเสร็จพิธีตราสังศพ สำหรับผู้ที่จะตราสังศพนั้นต้องเป็นผู้ชำนาญในการผูกมัดศพมาแล้ว กับทั้งรู้คาถาภาวนาในเวลาตราสังศพนั้นด้วย

ถือกันว่าคนที่อายุต่ำกว่า 30 ปี ห้ามมิให้ตราสังศพ ข้อนี้ทำความสันนิษฐานได้เป็น2 ทาง  คือ ทางหนึ่งคนหนุ่ม ๆเกลียดกลัวผีจึงหาอุบายหลีกเลี่ยงหลอกผู้ใหญ่ว่าอายุไม่ถึง 30 ปี ตราสังศพไม่ได้โบราณห้ามไว้ ผู้ใหญ่ที่โง่เขลาหน่อยก็เลยหลงเชื่อ อีกทางหนึ่ง อาจจะเนื่องจากผู้ใหญ่หลอกเด็กก็เป็นได้ คือ หวังจะกีดกันลาภผลที่จะพึงได้จากการตราสังศพ จึงว่าคนที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี โบราณห้ามมิให้ตราสังศพ ความจริงข้อสันนิษฐานทั้ง 2 ทางนี้ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะให้เชื่อได้ ยิ่งกว่านั้น ครั้นมาถึงสมัยปัจจุบันนี้ความเชื่อถือเหล่านั้นก็ไม่มีแล้ว ด้วยเหตุที่ลงความเห็นว่า ความเชื่อเช่นนั้นไร้ความจริง การทำตราสังศพที่ต้องการมัดเป็น 3 เปลาะและต้องภาวนาคาถาทั้ง 3 คาถาดังกล่าวแล้วนั้น หมายความว่า เปลาะที่ 1 คือ “ปุตโต คีเว” ได้แก่ บุตรเป็นบ่วงผูกที่คอ เปลาะที่ ๒ คือ “ภริยา หัตเถ” ได้แก่ สามีภรรยาเป็นบ่วงอยู่ที่มือ เปลาะที่ 3 คือ “ธะนัง ปาเท” ได้แก่ ทรัพย์เป็นบ่วงผูกอยู่ที่เท้า บ่วงทั้ง 3 บ่วงนี้ เป็นบ่วงอันผูกสัตว์ให้ได้รับความเดือดร้อน ดิ้นรนอยู่ด้วยเชื้อแห่งทุกข์  รัดรึงสัตว์ให้จมลงอยู่ในวัฏสงสาร สัตว์ใดกอปรด้วยปัญญาสามารถกำจัดเสียซึ่งบ่วงทั้ง 3  ประการนี้ให้ขาดไปได้ สัตว์นั้นจึงจะพ้นทุกข์ กลับได้รับความสุขอันไพศาล ดังภาษิตคำโคลงซึ่งปราชญ์ผูกประพันธ์ไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่า

มีบุตรบ่วงหนึ่งเกี้ยว......พันคอ

ทรัพย์ผูกบาทาคลอ.......หน่วงไว้

ภรรยาเยี่ยงบ่วงปอ.........รึงรัด มือนา

สามบ่วงใครพ้นได้........จึงพ้นสงสารฯ

12. เครื่องสักการะใส่มือศพ

เมื่อตราสังเสร็จแล้ว จึงนำกรวยดอกไม้บรรจุด้วยหมากพลูธูปเทียนสอดใสไว้ในมือ ถือกันว่าผู้ตายจักได้นำไปเครื่องสักการะบูชาพระเกตุจุฬามณีที่ประดิษฐาน ณ ดาวดึงส์เทวโลก หากเป็นไปได้อย่างนี้จริงก็นับว่าเป็นบุญลาภของผู้มรณะนั้นเป็นอย่างยิ่ง เพราะถึงหากเป็นผู้ประกอบกรรมอันชั่วร้ายซึ่งเป็นเหตุให้ประสบสภาพที่ไร้ความสุขความเจริญแก่ตนในสัมปรายภพในเบื้องหน้าก็จริง แต่ผู้มรณะนั้นย่อมไม่ได้รับผลแห่งกรรมชั่วช้าเช่นนั้นเพราะเหตุที่ตนมีโอกาสนำเครื่องสักการะบูชาไปบูชาพระเกตุจุฬามณีที่ประดิษฐาน ณ ดาวดึงส์พิภพ คล้ายกับว่าเมื่อกระทำความชั่วแล้วเป็นเหตุให้ได้รับความสุขเห็นจะเป็นความเชื่อถือกันเกินความจริงไป แต่ท่านผู้ได้รับการศึกษาอันเพียงพอได้ตีปริศนาธรรมข้อนี้ไว้อย่างน่าฟัง คือ โบราณมีพิธีกรรมทำกรวยสอดใส่ไว้ในมือผู้มรณะขณะเมื่อใกล้จะสิ้นใจหรือเวลาเพียบหนัก มวลญาติมิตรทั้งหลายบรรดามีก็จะนำกรวยหรือซองดอกไม้ธูปเทียนมาขอขมาโทษผู้ที่กระทำกาละ(ตาย) เพื่อเป็นการระงับเสียซึ่งเวรแห่งกันและกันซึ่งเคยได้ประมาทพลาดพลั้งกันด้วยกาย วาจา ใจ กรรมใด ๆที่ตนได้ประพฤติให้เป็นไปกรรมนั้นจักได้กลับกลายเป็นอโหสิกรรมหาผลสนองมิได้ อย่างไรก็ตามความจริงย่อมเป็นความจริงเสมอไป เมื่อประพฤติดีไว้แล้วก็คงปรากฏเป็นความดีอยู่นั่นเอง หากประพฤติชั่วไว้แก่กันก็เป็นอันบรรเทาเสียซึ่งการผูกใจเจ็บต่อกันและกันและกลายเป็นเสมอตัวไปหาโทษมิได้

13. ปิดหน้าศพ

เมื่อจัดแจงเครื่องสักการะใส่มือเสร็จแล้วจะนำขี้ผึ้งอย่างแท้มาทำเป็นรูปใบหน้าคนมาปิดตาปิดปากตลอดทั้งใบหน้า ผู้มีอันจะกินก็ปิดด้วยทองคำก็มี เมื่อเสร็จจากการเผาศพแล้วก็นำทองคำนั้นไปสร้างพระพุทธรูปไว้บูชาเป็นการเพิ่มพูนทางกุศลต่อไป นับว่าเป็นกระทำที่น่าสรรเสริญ การปิดตาปิดปากศพนี้เป็นกรณีที่โบราณทำไว้ให้เห็นว่า ตากับปากเป็นอายตนะที่เปิดช่องทางให้เกิดอกุศลกรรมได้มากหลาย เช่น ตาได้สัมผัสกับรูปเป็นเหตุให้เกิดความกำหนัดตลอดจนถึงการรักการชังและก่อให้เกิดโลภะ โทสะ โมหะ

14.สกัดกั้นอกุศลกรรม3 ประการ

ฉะนั้น ทางพระพุทธศาสนาจึงบัญญัติให้มีการสำรวมระวังอายตนะภาย คือ ตา ในอันเป็นเครื่องต่ออายตนะภายนอกไว้ให้เรียบร้อย เพื่อจักได้เป็นการเกษมจากกิเลสานุสัย ส่วนปากนั้นก็เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายที่เป็นทางแห่งอกุศลได้ง่าย เช่น อกุศลกรรมที่เป็นทางมาแต่วจีกรรม 4 ประการ คือ มุสาวาท  พูดเท็จ 1  ผรุสวาท พูดคำหยาบ 1  ปิสุณวาท พูดส่อเสียด 1  สัมผัปลาปวาท พูดสำรากเพ้อเจ้อ 1 ฉะนั้นก็จึงปิดเสียเพื่อเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าควรสำรวมระวังในอายตนะ คือ ตาและปาก ใช่แต่เท่านั้นแม้อายตนะส่วนอื่นๆก็ควรสำรวมเช่นเดียวกัน ไม่ใช่จะพึงสำรวมระวังแต่ทางตาและปากเท่านั้น  อีกประการหนึ่ง การปิดหน้าศพนี้ในทางโลกเห็นเป็นการอุจาดตาในขณะเมื่อถ่ายศพออกจากหีบ หากศพนั้นยังไม่เน่าโทรมก็เกรงไปว่าจะมีลักษณะน่าเกลียดน่ากลัว เป็นต้นว่าดวงตาลึกกลวงและลิ้นแลบออกมา เป็นการหวาดเสียวแก่ผู้พบเห็น ฉะนั้นจึงได้จัดให้มีการปิดตาเสียเพื่อป้องกันมิให้เป็นเช่นที่กล่าวมานั้น

15.ห่อศพและดอยนอก

การห่อศพนั้น ใช้ผ้าเย็บเป็นถุงห่อตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้าให้มิดทั่วทั้งตัว แล้วใช้ด้ายสายสิญจน์หรือด้ายดิบทบหลาย ๆเส้นจนโตเท่าประมาณหัวนิ้วก้อย คะเนว่าเหนียวแน่นพอแม้ศพจะขึ้นอืดอย่างไรก็คงไม่ขาด มัดตั้งแต่เท้าตลอดขึ้นมาจนถึงศีรษะ 5  เปลาะ และใช้ไม้ขนาบสองข้างข้างละอัน ซึ่งเรียกว่าไม้ระแนบ มัดประกบติดไปด้วย การผูกมัดทำเป็น 5  เปลาะเช่นนี้ อย่างหนึ่งนั้นก็เพื่อรัดรึงศพนั้นให้แน่นพอมิให้ศพเบ่งขึ้นมาจนเป็นเหตุให้โลงสำหรับใส่พังทลาย อีกประการหนึ่ง ท่านผู้รู้ทั้งหลายพิจารณาเห็นว่า การมัด 5 เปลาะนี้ หมายถึง นิวรณธรรม 5 ประการ คือ กามฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในกาม 1  พยาบาท คิดปองร้ายผู้อื่น 1 ถีนมิทธะ ความมีจิตหดหู่และเคลิบเคลิ้ม 1 อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านและรำคาญ ๑ วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยไม่ตกลงใจ1  นิวรณธรรม 5 ประการนี้ย่อมเป็นธรรมกั้นกางสัตว์ไว้ไม่ให้บรรลุความดีทั้งทางคดีโลกและคดีธรรม ในที่นี้จักนำธรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่อนิวรณธรรมมาแสดงพอเป็นเครื่องประดับความรู้ของผู้ใคร่ในธรรมปฏิบัติ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงประทานพระธรรมเทศนาเพื่อเป็นอุบายชำระจิตให้ปราศจากนิวรณธรรมเหล่านี้มีประเภทต่างกันซึ่งโบราณาจารย์จัดเป็นพวก ๆ เรียกว่า กัมมัฏฐาน  อันมีต่าง ๆกันโดยเหมาะสมเป็นอุบายสำหรับชำระนิวรณ์แต่ละอย่าง ฉะนั้น ผู้เจริญกัมมัฏฐานต้องฉลาดเพื่อเลือกประเภทแห่งธรรมอันเป็นที่ถูกอัธยาศัยของตน เมื่อมีกามฉันทะเป็นเจ้าเรือน ก็มักรักสวยรักงาม ควรเจริญกัมมัฏฐานพิจารณาซากศพหรือเจริญกายคตาสติพิจารณาร่างกายที่เป็นอยู่ให้เห็นเป็นสภาพที่น่าเกลียด ผู้มีพยาบาทเป็นเจ้าเรือนมักโกรธขึ้งเคียดเกลียดชัง ก็ควรเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาพรหมวิหาร หัดจิตให้กลับคิดในทางให้เกิดความรัก ความสงสาร เกิดความยินดี ผู้มีถีนมิทธะเป็นเจ้าเรือนมักย่อท้อในการงานก็ควรเจริญอนุสสติกัมมัฏฐาน พิจารณาคุณของตนบ้าง พิจารณาคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์บ้าง เพื่อใช้ความนึกคิดกว้าง ๆเป็นทางกำจัดถีนมิทธะ ผู้มีอุทธัจจกุกกุจจะเป็นเจ้าเรือน ควรเพ่งกสิณหรือผูกใจไว้ในอารมณ์อันเดียว หรือเจริญกัมมัฏฐานที่จะให้ใจเหี่ยวแห้งด้วยอำนาจแห่งสังเวช เช่น มรณานุสสติ การนึกถึงความตาย ผู้มีวิจิกิจฉาเป็นเจ้าเรือน ก็ควรพิจารณษธาตุกัมมัฏฐานเพื่อกำหนดรู้สภาวธรรมที่เป็นอยู่อย่างไร อาการที่รู้จักทำจิตใจให้ปลอดจากนิวรณ์ด้วยกัมมัฏฐานเหล่านี้ เรียกว่า สมถภาวนา นี่เป็นธรรมิกอุบายเครื่องปลดเปลื้องนิวรณธรรม เครื่องกั้นกางความเจริญทั้งหลายทั้งทางคดีโลกและคดีธรรม

อีกนัยหนึ่งนั้น การผูกมัด 5  เปลาะ ท่านหมายถึง ขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นปริศนาธรรมให้พิจารณาถึง เบญจขันธ์ อันคล้ายไปโดยเป็น ปัจจัตตลักษณะ แล้วยกขึ้นสู่ไตรลักษณะ หากพิจารณาเป็นประจักษ์โดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืนคงทนถาวรและพิจารณาโดยความเป็นทุกข์เหลือทน มีลักษณะยักย้ายผันแปรไปเป็นธรรมดาและพิจารณาโดยความเป็นอนัตตาไม่อยู่ในอำนาจความบังคับบัญชาและในความอ้อนวอนของใคร จนปรากฏโดยชัดแจ้งแก่ใจของตน ถอนความยึดมั่นถือมั่น สำคัญเข้าใจเห็นผิดชนิดแต่ก่อนเสียได้ เป็นอันว่าได้ดับกองกิเลสและกองทุกข์เสียได้ ส่วนผ้าขาวห่มกายมีไม้ระแนบซ้ายขวานั้น เป็นปริศนาให้พิจารณาเห็นว่า มนุษย์เราเมื่อสิ้นชีวิตไปแล้ว ก็เสมือนว่าท่อนไม้ที่เขาทิ้งไว้ในป่าหาสารัตถประโยชน์มิได้ ยิ่งกว่านั้น ท่อนไม้เสียอีกยังใช้ประโยชน์ได้ในการใส่ไฟเพื่อหุงหาอาหาร เป็นต้น ส่วนร่างกายอันเป็นกะเฬวรากซากศพนี้ นอกจากทับถมแผ่นดินให้หนาขึ้นแล้วย่อมหาประโยชน์อย่างใดมิได้เลย อย่างไรก็ดี แม้ในอรรถกถา สุภาษิตสูตร ท่านก็ยังกล่าวไว้ว่า “ปาตะผุลฺลัง โกกะนะทัง สุริยาโลเกนะ ตัชฺชิยะเต” ดังนี้เป็นอาทิ ความว่า สัตว์ทั้งหลายผู้ถึงความเป็นมนุษย์ ย่อมเหี่ยวแห้งไปด้วยกำลังแห่งชรา อุปมาเหมือนว่าปทุมบัวหลวง ที่ปรากฏชื่อว่า โกกนทะ ซึ่งแย้มบานในเวลาปุพพัณหสมัย ย่อมถูกแสงแห่งพระอาทิตย์แผดเผา สรีระนี้อาศัยหนัง คือ ผิวที่เหี่ยวแห้งเพราะอำนาจแห่งชราย่ายี ถึงซึ่งความเป็นเหยื่อแห่งมัจจุราช ย่อมแตกไปเพราะมรณะ อันสรีระนี้เป็นที่อาศัยแก่งหมู่กิมิชาติ (หนอน)ทั้งหลาย เต็มไปด้วยซากศพนานาชนิด เป็นภาชนะสำหรับใส่ของสกปรก มีอุปมาด้วยท่อนไม้ที่เขาทิ้งไว้ในป่า หาสารัตถประโยชน์มิได้ ดังนี้ ผู้ใดพิจารณาเห็นดังนี้แล้วจักเกิดความสังเวชในกรัชกาย คลายความรักความชัง ละความยึดมั่นถือมั่นสำคัญผิดต่างๆ เป็นทางดำเนินตนให้พ้นทุกข์ได้

อีกประการหนึ่งนั้น ประเพณีของไทยทางฝ่ายภาคอีสานถือกันว่า การมัด 5  เปลาะ ซึ่งเรียกว่า สังดอย นั้น ชาวอีสานใช้เรียกกันว่า ซังดอย เป็นปริศนาธรรมที่หมายถึงว่า ผ้าขาวที่ห่อหุ้มศพนั้นจักได้เป็นเครื่องหุ้มห่อตนเองในขณะเมื่อถือปฏิสนธิกำเนิดในครรภ์มารดา อันได้แก่หนังพังผืดที่หุ้มห่อร่างกายของทารกอยู่นั่นเอง ส่วนด้ายสังดอย 5  เปลาะนั้น จักได้เป็นสายรกแก่ผู้มรณะนั้นในเวลาสิ้นเวรกรรมแล้วสืบปฏิสนธิกำเนิดในภพต่อไป

อีกนัยหนึ่ง กล่าวกันสืบ ๆมาว่า เป็นการเปรียบเทียบถึงสภาวธรรมในพระพุทธศาสนา แต่ก็ไม่สู้จะสนิทแนบเนียนนัก บอกว่า สรรพสัตว์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือมิใช่ก็ตามทั่วไปทุกกำเนิด เมื่อมีชาติ กล่าวคือ ความเกิดแล้ว ย่อมมีมรณะ คือ ความตาย เป็นของคู่กัน และเป็นธรรมดาของสรรพสัตว์ตลอดทั้ง 3ภพ ตราดอยสังนั้น แสดงถึงความเป็น ทวิชชาติ คือ เกิด-ตาย โดยเหตุที่อาศัยธรรมชาติช่วยเหลือ ขณะเมื่อเกิดย่อมมีกระเพาะสายรกหุ้มห่อและรัดรึงร่างกายมาด้วย อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดการสมรูปกับขณะเมื่อเกิดเพราะเป็นของคู่กัน ฉะนั้นจึงได้จัดให้มีการห่อและมัดด้วยด้ายสายสิญจน์หรือด้ายดิบ 5  เปลาะ ซึ่งเรียกว่าสังดอยดังกล่าวแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงไม่ควรประมาทต่อความตายอันเป็นสิ่งที่ปรากฏแก่สัตว์ทุกประเภทจนเกินแก่เหตุไป

ครั้นเมื่อห่อศพเสร็จแล้ว ก็ให้ยกศพลงใส่หีบปิดฝาผนึกตอกตะปู ธรรมเนียมจีนหรือญวนเขาถือมิให้พี่น้องลูกหลานที่มีปีชงกันได้เห็นการกระทำหรือได้ยินเสียงตอกตะปูนั้น เพราะจะทำให้เจ็บไข้ได้ป่วยและไม่มีความสุขในกาลอนาคต ปีชงกันนั้น คือ นับจากปีเกิดของผู้ตายไปจนถึงปีที่ 7 ตัวอย่าง เช่น คนตายเกิดปีเถาะ ชงกับคนเกิดปีระกา เป็นต้น มีเหตุผลอย่างนั้น ขอฝากไว้กับท่านผู้ทรงความรู้ได้พิจารณาวินิจฉัยตามสภาพความจริง

16.บันได 3-5 ชั้น

บันไต 3-4 ขั้นนี้ ทำด้วยไม่ไผ่เล็กๆขนาดเท่ากับตับจาก ส่วนยาวและส่วนกว้างขี้นอยู่กับส่วนยาวและกว้างของปากหีบ บางมติก็ให้ทำเป็น 3 ขั้น บางมติก็ให้ทำเป็น 4 ขั้น ทั้งนี้สุดแต่ความเห็นขอบของผู้ทำนั้น ๆ บ้างมักจะทำเป็น4 ขั้น แต่สมัยนี้ใช้ทำกัน 4 ขั้น เมื่อทำเสร็จแล้วก็วางไว้ที่ปากหีบศพ บันไดนั้นจะเป็น 3 หรือ 4 ขั้นก็ตาม  ชื่อว่าจัดทำไปด้วยเหตุผล 2ประการ บันได 3 ขั้นนั้น โบราณขนานนามว่า บันได ไตรภพ หมายความว่า สัตว์ทั้งหลายเมื่อหมดลมปราณเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตแล้ว ย่อมไปเกิดในภพทั้ง 3 คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ภพใดภพหนึ่ง  กามภพ คือ นรก มนุษย์โลก สวรรค์ 6 ชั้น ตั้งแต่ชั้นจาตุมหาราชถึงชั้นปรนิมมิตวสวัตดี รูปภพ คือ ภพที่เป็นรูปาววจร หมายถึง ชั้นพรหม มีรูป 16 ชั้น  ตั้งแต่ชั้นพรหมปริสัชชะถึงชั้นอกนิฏฐ์ อรูปภพ คือ  ภพที่เป็นอรูปาวจร หมายถึง พรหมไม่มีรูป 4 ชั้น ตั้งแต่ชั้นอาสาสานัญจายตนะ ถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ ส่วนบันได 4  ขั้นที่สมัยนี้ใช้กันอยู่นั้น ขนานนามว่า จตุรภพ คือ สมมุติเพิ่มเติมพระนิพพานเข้าไปอีกภพหนึ่ง รวมเป็น 4 ชั้น 4 ภพ เกจิอาจารย์บางท่านก็กล่าวว่า ได้แก่ ชาติ คือ ความเกิด เป็นบันไดขั้นที่ 1 ชราความแก่เป็นบันไดขั้นที่ 2 ความป่วยไข้ เป็นบันไดขั้นที่ 3 มรณะ คือ ความตาย เป็นบันไดขั้นที่ 4 มวลสัตว์ทุกหมู่เหล่าได้สมภพมาในโลกนี้แล้ว ย่อมไต่เต้าไปตามขั้นแห่งบันไดทั้ง 4 นี้เป็นดุจเดียวกัน ไม่มีสัตว์ใดหลีกหนีไปได้พ้น นอกจากพระอริยบุคคลที่ได้นามว่า ขีณาสพ ผู้หาอาสวะมิได้เท่านั้น

อีกประการหนึ่ง บันได 3 ขั้นนั้น ท่านหมายถึง พระไตรลักษณ์ คือ อนิจฺจังทุกขัง  อนัตฺตา ให้ผู้ได้ประสบพิจารณาน้อมนำมาสู่สังขารร่างกายว่า เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา ถอนความยึดมั่นถือมั่นในตนเสียเพื่อเป็นทางแห่งคุณธรรมเบื้องสูงต่อไป

17. พระสงฆ์สวดหน้าศพ

เมื่อเสร็จจากการบรรจุศพลงในหีบและได้ทำพิธีกรรมในเรื่องศพเรียบร้อยแล้วต่อแต่นั้นก็จัดการตั้งเครื่องตั้งศพ เครื่องเซ่น เครื่องบูชา เตียงสำหรับพระสงฆ์สวดอภิธรรมและเครื่องบูชา นิมนต์พระสงฆ์สวดอภิธรรมที่หน้าเตียงตามที่ได้จัดไว้ พอถึงเวลาค่ำในคืนวันนั้นก็จัดคนไปนิมนต์ภิกษุสงฆ์มาสวดพระอภิธรรมครั้งละ 4รูป คืนหนึ่งสวด 4 จบสลับกันไป ครั้นถึงสมัยนี้บางรายก็สวดเพียงครึ่งคืน บางรายก็สวด ๔ จบตลอดคืน หรือจะสวด 7 คืนก็ได้ จะสวดเพียง 3 คืนก็ได้ ตามแต่จะสวด เมื่อสวดแล้วจะเลี้ยงเพลพระทุกวันก็ได้ หรือ 7วันเลี้ยงพระหนหนึ่งก็ได้ คือ เลี้ยงทุก ๆวันตาย เช่น วันตายเป็นวันอาทิตย์ทุก ๆ 7 วัน หรือจะสวดเพียงครึ่งคืนแล้วถวายจตุปัจจัยและสิ่งของทีเดียวเรียกว่าสวดปล่อย ก็จะเป็นการสะดวกดีทั้งพระและเจ้าภาพ  คือ พระก็จะไม่ต้องอดนอน เจ้าภาพและคนปฏิบัติพระก็จะได้พักผ่อน ไม่สิ้นเปลืองทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์ หากเป็นศพใหญ่ก็จะมีกงเต๊กแบบจีนทุก ๆ 7 วัน

การสวดพระอภิธรรมนี้ ไม่ได้แสดงให้เห็นเพียงเป็นไปตามประเพณีเท่านั้น ความจริงเป็นการแสดงถึงเนื้อธรรมอันประเสริฐ เป็นการชี้ทางให้เห็นกองบุญและกองบาป แท้จริงก็เพื่อสั่งสอนคนเป็น ไม่ใช่สวดเพื่อส่งบุญให้แก่ผู้ตาย เป็นเครื่องเตือนสติสัมปชัญญะ ให้หวนระลึกถึงสภาพแห่งสังขารร่างกายและความเกิดแก่เจ็บตายว่าเป็นของธรรมดาแห่งมนุษย์ ทั้งเป็นการห้ามมิให้บุตรหลานหรือญาติมิตรผู้ตายทั้งหลายพากันเศร้าโศกถึงผู้ตายจนเกินเหตุไป ด้วยเหตุนี้จึงได้นิมนต์พระสงฆ์มาสวดพระอภิธรรมเพื่อเป็นเครื่องสังสอนเพื่อระงับดับเสียซึ่งความโศกให้เสื่อมคลาย

18.ตามไฟไว้ปลายเท้าศพ

การตาม(จุด)ไฟไว้ปลายเท้าศพนั้น ครั้งโบราณมาใช้ไม้มะพร้าวซีกใส่เกลือเติมน้ำมันจุดเป็นตะเกียงตามไว้ในภาชนะอันบรรจุด้วยข้าวเปลือก และมีหม้อน้ำ 3 หม้อ ไม้ฟาก 3 อัน สมัยนี้เป็นโคมหรี่ไฟตามไว้ปลายเท้าศพ ประเพณีการตามไฟปลายเท้าศพนี้ เป็นปริศนาธรรมเครื่องเตือนสติแก่ผู้ยังดำรงชีวิตอยู่ ให้หมั่นระลึกถึงว่าความเป็นมนุษย์ของบุคคลเรานั้นมี 4 จำพวกด้วยกัน คือ พวกที่ 1 ได้ชื่อว่า “โชติ โชติปรายโน” มาสว่างไปสว่าง พวกที่ 2 ได้ชื่อว่า “โชติ ตมปรายโน” มาสว่างไปมืด พวกที่ 3 ได้ชื่อว่า “ตโม โชติปรายโน” มามืดไปสว่าง พวกที่ 4 ได้ชื่อว่า “ตโม ตมปรายโน” มามืดไปมืด

ประเภทที่ 1  ผู้ได้ชื่อว่า มาสว่างไปสว่างนั้น ได้แก่ บุคคลเกิดในตระกูลอันโอฬาร มีตระกูลกษัตริย์ เป็นต้น เพียบพร้อมด้วยข้าวน้ำ ทั้งมีอัตภาพอันสมบูรณ์ กล่าวสั้นๆ ก็คือว่า เป็นผู้เกิดมาเหนือกองเงินกองทอง นี่ได้ชื่อว่ามาสว่าง และเป็นผู้ไปสว่างนั้น ได้แก่ เป็นผู้กอปรด้วยการประพฤติตนอยู่ในกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา อุตส่าห์ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ปฏิบัติศาสโนวาทของพระศาสดา มีความรุ่งเรืองทั้งภพนี้และภพหน้า ฉะนั้นจึงได้ชื่อว่า มาสว่างไปสว่าง

ประเภทที่ 2  ผู้ได้ชื่อว่า มาสว่างไปมืด นั้น ได้แก่ ผู้เกิดมาในตระกูลอันโอฬาร มีตระกูลกษัตริย์ เป็นต้น เพียบพร้อมด้วยข้าวน้ำ ทั้งมีอัตภาพอันสมบูรณ์ กล่าวสั้นๆก็คือว่า เป็นผู้เกิดมาเหนือกองเงินกองทอง นี่ได้ชื่อว่าเป็นผู้มาสว่างอย่างเดียว และเป็นผู้ไปมืดนั้น คือ แม้เกิดมามีความสุขเช่นนั้น ก็ไม่เป็นผู้ประกอบความดี กลับประพฤติตนอยู่ในกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ปราศจากความเลื่อมใสในทางพระพุทธศาสนา ไม่บำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา เมื่อละจากโลกนี้แล้ว ย่อมมีทุคติเป็นที่หวังในเบื้องหน้า ฉะนั้นจึงชื่อว่า มาสว่างแต่ไปมืด

ประเภทที่ 3  ผู้มีชื่อว่า มามืดไปสว่าง นั้น ได้แก่ บุคคลผู้เกิดมาในตระกูลอันชั่วช้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ มีตระกูลคนจัณฑาล เป็นต้น ทั้งมีอัตภาพอันไม่สมบูรณ์ ทั้งนี้ได้ชื่อว่าเป็นผู้มามืด ถึงเช่นนั้นบุคคลผู้นั้นก็ไม่ประพฤติตนชั่วช้า กลับเป็นผู้มีความประพฤติอันดีงาม ตั้งอยู่ในกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา บำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ผู้เช่นนี้ย่อมมีสุคติภพเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ฉะนั้นจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้มามืดไปสว่าง

ประเภทที่ 4 ผู้ได้ชื่อว่า มามืดไปมืด นั้น ได้แก่ บุคคลผู้เกิดมาในตระกูลอันชั่วช้า เป็นมิจฉาทิฏฐิดุจดังกล่าวแล้วนั้น และทั้งตนก็เป็นผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิตามตระกูล ตั้งตนอยู่ในกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ปราศจากความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ไม่บำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา เมื่อละจากโลกนี้แล้ว ย่อมมีทุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ฉะนั้นจึงได้ชื่อว่า มามืดไปมืด

การตามไฟไว้ปลายเท้าศพนั้น เป็นอนุสรณ์เครื่องเตือนใจผู้ยังมีชีวิตอยู่ ให้ดำเนินชีวิตของตนให้ไปในทางสว่าง แม้เกิดมามืดหรือสว่างก็ตาม ขอให้ไปสู่ที่สว่างในภพหน้า คือ เกิดมาแล้วอย่ามีความประมาทในกองการกุศล อุตส่าห์บำเพ็ญตนในทางทาน ศีล ภาวนา ประพฤติกาย วาจา ใจ ในทางสุจริตสัมมาปฏิบัติ อันเป็นกรณีที่จะนำตนไปสู่ความรุ่งเรืองในอนาคต เฉกหมือนหนึ่งไฟที่ตามไว้ให้สว่างแลเห็นฉะนั้น

 

19. ทำบุญอุทิศผล 7 วัน

เพื่ออุทิศอานิสงส์แห่งการบำเพ็ญบุญให้ท่านผู้ตาย ครั้นเมื่อครบ 7 วันแล้วก็นิมนต์พระมาสวดมนต์และเลี้ยงเพลพระอย่างน้อย 5 รูป อย่างมาก 30 รูป เช่นถ้าผู้นั้นถึงแก่กรรมวันอาทิตย์ ก็นิมนต์พระมาสวดมนต์เย็นวันเสาร์(ถ้ามีกงเต๊กก็ให้เริ่มสวดวันเสาร์ด้วย) พระมาสวดเย็นจบแล้วมีเทศน์ 1 กัณฑ์ เพื่อให้แขกที่รับเชิญมาได้ประชุมฟังธรรมพรักพร้อมกัน ตอนค่ำมีสวดพระอภิธรรม วันอาทิตย์นิมนต์พระรับอาหารบิณฑบาตเช้าหรือเพลก็ได้ หรือจะถวายเป็นสังฆทานก็ได้ เมื่อพระฉันเสร็จแล้วตอนบ่ายมีบังสุกุล ถ้าจะทำเป็นงานใหญ่ มีงาน 3 วัน คือ วันเสาร์ วันอาทิตย์ (สมมติวันนี้เป็นวันถึงแก่กรรม) และวันจันทร์ แบ่งการสวดมนต์เลี้ยงพระ มีเทศน์ บังสุกุล และสวดพระอภิธรรมให้เป็นลำดับไปใน 3 วันนั้น ดังนี้ก็ได้ แต่เป็นการเปลืองทรัพย์และเหนื่อยมาก ดีสำหรับผู้มีทรัพย์และมีคนพร้อมเพรียง ต่อไปจะปิดศพหรือสวด 7 วันต่อครั้งก็ได้ การทำบุญ 7วันนั้น ถ้าอย่างดีหน่อยก็นุ่งขาวห่มขาว มีกงเต๊ก

20. ทำบุญอุทิศผล 50 วัน

เมื่อครบ 7 สัปดาห์ คือ 49 วัน ต้องทำบุญให้ตรงวันที่ถึงแก่กรรมเหมือนเมื่อคราวทำบุญ 7 วันอีกครั้งหนึ่ง จึงจะนับว่าเป็นการทำบุญ 50 วัน คือ ถึงแก่กรรมวันใดก็เลี้ยงพระวันนั้น ตลอดการทำอย่างอื่นก็เหมือนกับทำบุญ 7 วันเช่นเดียวกัน

21.ทำบุญอุทิศผล 100 วัน

เมื่อครบ 100 วัน คือ นับตั้งแต่วันถึงแก่กรรมเป็นต้นไป ต้องทำบุญอีก การทำบุญ 100 วันนี้เป็นงานใหญ่กว่าทำบุญ 7 วันและ 15 วัน ส่วนพิธีการก็เช่นเดียวกับ 7 วันและ 50 วัน แต่ควรจะให้เป็นไปโดยเป็นโครงการใหญ่กว่านั้น บางรายก็เลยปลงศพใน 100 วันนั้นเลย หรือปลงศพก่อน 100 วัน เมื่อเสร็จการปลงศพแล้ว การทำบุญอัฐิจะได้ร่วมทำบุญ 100 วัน และทำบุญ 7 วันเป็นงานเดียวกัน เป็นการตัดภาระไปหลายงาน ถ้ายังไม่ปลงศพก็ต้องทำบุญ 100 วัน และเมื่อครบรอบปีก็ต้องทำบุญวันถึงแก่กรรมอีก มีข้อที่ควรสังเกตอย่างหนึ่ง คือ การทำบุญ 7 วัน 50 วัน 100 วัน และครบรอบปี ตามแบบที่ปฏิบัติกันโดยทั่วไป ไม่มีการจับด้ายสายสิญจน์วงรอบบ้าน และถวายให้พระสงฆ์ถือไว้ในเวลาเจริญพระพุทธมนต์ โดยเหตุที่เรียกกันว่าศพยังอยู่ในบ้าน

22. ปฐมเหตุแห่งการทำบุญ

การทำบุญ 7 วัน 50 วัน 100 วัน และครบรอบปีนั้น มีปฐมเหตุที่เข้าใจกันมาต่าง ๆ บางแห่งเข้าใจว่า ผู้ตายไปเที่ยวชมอะไรต่อมิอะไรในเมืองนรกเพลิดเพลิน ลืมญาติพี่น้องในเมืองมนุษย์ ครั้นล่วง 7 วันแล้วจึงรู้สึกตัวว่าตายมาเป็นผี คิดประสงค์จะกลับไปเยี่ยมญาติพี่น้อง ฝ่ายญาติพี่น้องจึงทำบุญ 7 วันอุทิศผลให้และมีการสดับเสียงในเวลาค่ำคืนว่า ญาติผู้มรณะนั้นจะกลับมารับส่วนกุศลหรือไม่ บางชุมชนก็ตั้งสมมติฐานกันไปว่า เนื่องมาจากพระนางมัลลิการาชเทวีอัครมเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศลประพฤติล่วงอสัทธรรม(มีเพศสัมพันธ์กับสุนัข)และมุสาวาทพระราชสามีสวรรคตไปตกนรก 7 วัน ครบ 7 วันของมนุษย์พระเจ้าปเสนทิโกศลไปเฝ้าพระบรมศาสดาเพื่อทูลถามว่าพระนางมัลลิการาชเทวีนั้นจะมีคติภพในเบื้องหน้าเป็นอย่างไร แต่ก็ทรงเลื่อนพระทัยมิให้ทูลถามเสียถึง 7 ครั้ง จนกระทั่งถึงวันที่ 8  เมื่อพระนางทรงพ้นจากผลของกรรมวิบากแล้ว สมเด็จพระผู้มีพระภาคจึงเสด็จพระราชดำเนินไปสู่พระราชนิเวศน์ และเมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงถวายอังคาสภัตตาหารเสร็จแล้ว ก็หวนระลึกขึ้นมาได้จึงทูลถามได้ความว่า บัดนี้พระนางได้เสด็จไปทรงสมภพในกามาวจรภูมิภพดุสิตแล้ว ก็ทรงเบาพระทัยคลายพระปริวตกและเริ่มปรารภบำเพ็ญพระราชกุศลสืบต่อไป และอีกเรื่องหนึ่งว่า มีพระภิกษุรูปหนึ่งได้จีวรผืนใหม่มามีความชอบใจเป็นอันมากปรารภว่ากว้างยาวดี  แต่ยังมิทันได้ครองผ้าจีวรนั้นก็บังเกิดโรคถึงแก่มรณภาพ จิตใจรักใคร่เป็นห่วงจีวรนั้นมาเป็นเหตุให้ถือปฏิสนธิกำเนิดเกิดเป็นเล็นอาศัยอยู่ที่จีวรนั้น  ครั้นเมื่อภิกษุทั้งหลายสามัคคีกันนำจีวรนั้นมาเพื่อจะแบ่งกันไปตามส่วน สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อทรงทราบเช่นนั้นจึงทรงห้ามไว้ พอกาลเลาล่วงไปได้ 7  วันแล้วจึงทรงอนุญาตให้สามัคคีแบ่งกันไปตามส่วน สาวกรูปหนึ่งจึงทูลถามขึ้นว่า ด้วยเหตุประการใดพระองค์จึงให้ทรงปฏิบัติเช่นนั้น พระองค์จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เป็นเจ้าของแห่งจีวรนั้น ไปเกิดเป็นตัวสัตว์ชนิดเล็กชนิดหนึ่งเรียกว่าเล็น อาศัยอยู่ที่จีวรผืนนั้น ขณะเมื่อเธอทั้งหลายนำจีวรไปเล็นนั้นร้องว่าภิกษุทั้งหลายมาแย่งจีวรของเรา ครั้นล่วง 7 วันแล้วเล็นนั้นก็จุติไปปฏิสนธิในภพอื่น จากนั้นจึงทรงอนุญาตให้แบ่งปันจีวรกันได้

อธิบายว่า เล็นเป็นกีฏสัตว์จำพวกสัตว์เล็ก ๆมีอายุเพียง 7 วัน หากเป็นสัตว์ใหญ่อาจมีอายุมากกว่า 7 วันก็เป็นได้ ฉะนั้นจึงเพิ่มการทำบุญเป็น 50 วัน 100 วัน และครบรอบปีหนึ่งอีก  โดยความปรารถนาว่า ถ้า 7 วันไม่ได้รับบุญกุศลที่บำเพ็ญให้เป็นปัตติทานมัยนั้นแล้ว 50 วัน 100 วัน หรือครบรอบปีหนึ่งก็คงจะได้รับเป็นเที่ยงแท้ ตามทางแห่งสมมติฐานน่าจะเห็นว่า การบำเพ็ญทักษิณานุปทานเช่นนี้ นับว่าเป็นกรณีชอบธรรมตรงตามคติทางพระพุทธศาสนา ผู้มรณะนั้นย่อมมีโอกาสได้รับผลอันเป็นความสุขในคติภพที่ตนไปอุบัตินั้นตามฐานะที่ควร แต่เมื่อกล่าวถึงกรณีในทางโลกแล้ว ก็เห็นว่าการตายเป็นกิจใหญ่ที่ญาติผู้เสียชีวิตที่ยังมีชีวิตอยู่จักต้องจัดการในเรื่องศพ เป็นการเหน็ดเหนื่อยมาก  บางทีญาติที่อยู่ห่างไกลยังมาไม่พร้อมกัน ทั้งเป็นเวลาที่กำลังเศร้าโศก ไม่มีเวลาที่จะบำเพ็ญทักษิณานุปทานอุทิศผลให้ได้โดยสะดวก จึงได้กำหนดกันว่า ๗ วันจึงต้องทำบุญอุทิศไปให้เพื่อเป็นการสะดวกและพรักพร้อม ส่วนการทำบุญ 50 วัน 100 วัน และครบปีนั้น ก็เพื่อให้มีกำหนดได้ทำบุญบ่อย ๆครั้งและเป็นระยะไม่ขาดสาย ทั้งต้องไม่เหน็ดเหนื่อยด้วย  เมื่อยังไม่ได้ปลงศพตราบใด จะหยุดเฉยเสียไม่ทำอะไร ก็เห็นเป็นการประมาทและเฉื่อยชาในทางพระพุทธศาสนาเกินไป ด้วยเหตุนั้นจึงได้เพิ่มทำบุญ 50 วัน 100 วัน และครบรอบปีเข้าอีกเป็นลำดับกัน อย่างไรก็ดีการทำบุญนั้นเป็นการชอบธรรมสมควรแก่เหตุผล เป็นส่วนหนึ่งที่ปราชญ์สรรเสริญ จะทำเมื่อใดก็ได้ทั้งนั้นไม่เป็นการผิดและไม่ไร้ทั้งแก่ตนและผู้มรณกรรม

23.วันฌาปนกิจศพ

วันที่จะทำการประชุมเพลิงศพนั้นโบราณนิยมว่า ข้างขึ้นให้เผาวันคี่ ข้างแรมให้เผาวันคู่ ห้ามเผาศพวันศุกร์ และถ้ามรณะในวันเสาร์ก็ห้ามเผาในวันอังคาร วิธีนับวันคู่วันคี่นั้นดังนี้ ขึ้น 1 ค่ำ คนเผาผี ขึ้น 2 ค่ำ ผีเผาคน ฯลฯ ขึ้น 15 ค่ำ คนเผาผี แรม 1ค่ำ ผีเผาคน โดยนัยนี้ ข้างขึ้นวันคี่ ข้างแรมวันคู่ เป็นวันคนเผาผี ข้างขึ้นวันคู่ข้างแรมวันคี่ เป็นวันผีเผาคน ถ้าเผาในวันที่เป็นวันคนเผาผี ถือกันว่าไม่เป็นการเดือดร้อนแก่คนเป็นตนยังมีชีวิตอยู่แต่ประการใด หากเผาในวันที่เป็นวันผีเผาคน คนเป็นคนยังมีชีวิตอยู่จะได้รับความเดือดร้อน เพราะฉะนั้นข้างขึ้นจึงเผาวันคี่ ข้างแรมเผาวันคู่ มีปฐมเหตุอย่างไรยังหาหลักฐานไม่ถนัด ขอฝากท่านผู้รู้ทั้งหลายเพื่อช่วยกันคิดดค้น เพื่อหาความจริงในที่นี้ด้วย โดยเฉพาะในสังคมต่างๆได้ปรารภกันสืบ ๆมาว่า เป็นกุศโลบายของเจ้าของเครื่องศพ และสถานที่ โรงทึมสำหรับเผาศพซึ่งเป็นคนเจ้าปัญญา แสวหาลาภผลทางเผาศพ ทำเครื่องเผาศพและสถานที่ไว้ให้เขาเช่า ครั้นมีคนมาเช่าพร้อมกันเข้าหลายรายจึงมีอุบายว่า ข้างขึ้นต้องเผาวันคี่ ข้างแรมต้องเผาวันคู่ ถูกต้องตามตำราดีนัก ส่วนที่ห้ามเผาวันศุกร์และมรณะวันเสาร์ห้ามเผาวันอังคารนั้น ก็คงมีเหตุผลคล้ายกัน และชะรอยจะมีผู้ใดผู้หนึ่งได้ประสบเหตุร้าย อันบังเกิดขึ้นประจวบกับเหตุบังเอิญมาแล้ว จึงให้นับถือสืบกันมาเป็นแบแผน การนับถือสืบมานั้นบางแห่งก็ได้ผลดี บางแห่งก็ได้ผลเลว ด้วยเหตุนี้สุนทรภู่กวีเอกของไทยเราจึงได้กล่าวไว้ว่า “ถือตำรานักขี้มักกรอบ”

24.การปลงศพ

การปลงศพนั้น ถ้าสะดวกที่บ้านก็มักทำที่บ้านก่อน แล้วชักศพไปวัด มีเทศน์ บังสุกุลบ้างเล็กน้อยก็เผา ถ้าไม่สะดวกที่บ้านก็ชักศพไปทำที่วัดทีเดียว ส่วนการทำบุญ 7 วันต้องกลับมาทำที่บ้าน เพราะถือกันว่าเพื่อปลดทุกข์หรือทำบุญบ้านเพื่อเป็นความสุขสวัสดีแก่ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ต่อไป การปลงศพถ้าทำกันเต็มที่ก็ถึง  3 วัน 3คืน ที่เป็นอย่างธรรมดาก็เพียงตั้งศพคืนหนึ่งรุ่งขึ้นก็เผา ที่ย่อให้สั้นกว่านั้นก็ชักศพตอนเช้าก็เผาเวลาเย็น

ส่วนการกุศลก็มีการเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญถวายอาหารบิณฑบาตตอนเช้ารุ่งขึ้น เรียกกันว่า เปิดศพทำบุญบ้าง ไม่มีบ้างมีบ้าง กลางคืนมีสวดพระอภิธรรม กลางวันมีเทศน์ บังสุกุล จะมีเทศน์กี่กัณฑ์ เทศน์คู่หรือเทศน์เดี่ยว เรื่องอะไร และบังสุกุลกี่ครั้ง ครั้งหนึ่ง ๆนิมนต์พระสงฆ์นั่งกัมมัฏฐานกี่รูป วันและเวลาไหนบ้าง แล้วแต่กำลังและความสะดวกของเจ้าภาพ ถ้าเป็นงานใหญ่ก็มีกงเต๊ก มีเทศน์ปฐมสังคายนา ที่เรียกว่าแจง 500  องค์บ้าง 25 องค์บ้าง เครื่องสังเค็ด กัณฑ์เทศน์ ทิ้งสลากทำทาน มีปิ่นพาทย์ มหรสพต่าง ๆและดอกไม้เพลิง เป็นต้น เมื่อตกลงว่าจะทำศพเมื่อใด ณ ที่ไหน เจ้าภาพควรจะเตรียมไว้เสียเนิ่น ๆเพื่อความเรียบร้อยในการงานต่อไป การตระเตรียมนั้นมีดังต่อไปนี้

1).ติดต่อกับเจ้าอาวาสหรือเจ้าของโรงทึม ณ ที่วัดที่จะไปทำการปลงศพ

2).เมรุที่เผาศพ เครื่องศพ หยวกจิตกาธาน และดอกไม้ประดับที่ประชุมเพลิง

3).สัปเหร่อหรือสนมผู้ทำการเผา

4).ผ้าขาวสำหรับนุ่งห่มในงานศพ

5).เครื่องกัณฑ์เทศน์ อย่างน้อยควรมีผ้าไตร จะเป็นผ้าไตรเท่าใด ก็สุดกำลังสามารถ ดอกไม้ ธูปเทียน หมากพลู บุหรี่ ไม้ขีดไฟ ใบชา เงินถวายพระติดเทียน รวมใส่ตะลุ่มหรือพานก็ได้ ตั้งไว้เป็นเครื่องกัณฑ์ ถ้าเป็นเครื่องสังเค็ด ก็มีตู้พัดรอง ย่าม เครื่องใช้ต่าง ๆ อันควรแก่สมณบริโภค ใส่ประดับไว้ในตู้ให้ดูงดงาม ยิ่งได้ของรักของชอบใจของผู้ถึงแก่กรรม ทำเป็นเครื่องสังเค็ด ก็เป็นการดี

6).เครื่องสามหาบ มีผ้าไตร 3ไตร เชิงกรานหรือเตาอั้งโล่ 3 ใบ ทาดินสอพองขาวหรือพันผ้าขาว สาแหรก 3 คู่ พันด้วยผ้าขาว ไม้คาน 3 อัน ทาดินสอพองหรือพันผ้าขาวก็ได้ สำรับคาวหวาน จะรวมเป็นถาดเดียวหรืออย่างละถาดก็ได้ ถึงวันเดินหาบต้องบรรจุอาหารและชามข้าวก็บรรจุให้เสร็จ เพื่อให้พระฉันในวันนั้น หม้อข้าวหม้อแกงอย่างละ 3 ใบ 6 ใบใส่ข้าวสาร หม้อแกง 3 ใบ ใส่ของแห้งมีพริก กะปิ หอม กระเทียม นอกจากนั้นจะมีอะไรอีกก็ได้

7).มะพร้าว 1 ลูก กะเทาะเปลือกให้หมด ปอกให้ขาวแล้วห่อด้วยผ้าขาว สำหรับไว้ล้างหน้าศพ เมื่อเวลาประชุมเพลิง

8) .ของชำร่วยจะแจก เป็นหนังสือ ผ้าเช็ดหน้างาม ๆ หรือสิ่งของอะไรอย่างอื่นก็ได้ตามขอบใจ

9).สตางค์ทิ้งทาน จะใช้สตางค์ใส่ไว้ในลูกมะนาวก็ได้ หรือใช้สตางค์ล้วน ๆก็ได้

10)ผ้าไตรสำหรับทอดชักบังสุกุล เวลาเทศน์ หรือยกศพขึ้นจิตกาธาน อย่างน้อย 3ไตร สตางค์ 32 อัน สำหรับไว้ซื้อที่ตามแบบ

11) โกศ สำหรับบรรจุอัฐิ

12).ดอกพิกุล ทำด้วยเงินหรือทอง ถ้าไม่มีก็ใช้ดอกมะลิ เงินเหรียญ หรือสตางค์ขาวแดงก็ได้ สำหรับโปรยอัฐิ

13) พระสวดหน้าเพลิง 4 รูป พระนำศพ 1 รูป

14).ถ้าจะบรรจุอัฐิเลยทีเดียว ควรเตรียมสร้างอนุสาวรีย์ ใช้เมื่อเสร็จงานจะได้นำไปบรรจุ

15) ถ้าจะทำบุญ 7 วันทีเดียว ต้องเตรียมหาของถวายพระไว้ด้วย อย่างน้อย 4 รูป อย่างมาก 7 รูป และในที่นี้เมื่อศพออกจากบ้านแล้ว ใช้ด้ายสายสิญจน์วงรอบบ้าน และถวายให้พระสงฆ์ท่านถือขณะเจริญพระพุทธมนต์

25. ประตูป่า

สมัยตั้งแต่โบราณมา การทำประตูป่านั้นให้ทำในเมื่อจะยกศพออกจากบ้าน คือ หากิ่งไม้สด ๆมา ๒ กิ่งแล้วผูกติดที่ประตูเรือน รวบยอดให้เป็นคูหา เพื่อให้ชักศพลอดออกไป หรือจะใช้เพียงกิ่งเล็ก ๆผูกหรือเสียบปักไว้ที่ข้างประตูก็ได้ เมื่อเคลื่อนศพพ้นจากประตูแล้ว ให้ถอนทิ้งเสีย

อุปาทานการยึดถือของคนโบราณถือกันว่า คนตายห้องไหน ต้องนำศพลงสู่โลงแล้วเอาไว้ที่ห้องนั้น ห้ามมิให้ยกศพลอดขื่อ ย้ายไปไว้ห้องอื่น หรือเมื่อจะยกศพลงจากเรือนไปที่วัด ก็ห้ามมิให้ยกลอดขื่อ และออกทางประตูเรือนเป็นอันขาด ให้ยกศพลงทางหน้าต่างเรือนที่ห้องศพอยู่นั่นเอง ถ้าหน้าต่างเล็กโลงศพลอดไม่ได้ จำเป็นต้องเปิดฝาเรือนอีกด้านหนึ่ง แล้วยกศพออกทางด้านนั้น ทั้งนี้ก็ด้วยมั่นใจกันอยู่ว่า วิญญาณของศพนั้นจักคลายออกจากร่างกายเก่าแล้วเข้าสิงอยู่ที่เรือนขณะที่ยกหีบศพลอดไป

สมัยปัจจุบันนี้เห็นว่า ความเชื่อเช่นนั้นได้กลายเป็นโมฆะปราศจากความจริงและไร้เหตุผล อย่างไรก็ตามแม้ประเพณีเดิมนั้นจะได้เลือนไป แต่ความเชื่อถือชิ้นใหม่ก็อุบัติขึ้น คือ ถือกันว่าประตูเช่นนี้เรียกว่าประตูป่า ประตูป่านี้เป็นสภาพเครื่องเปรียบเทียบในทางธรรมแห่งพระพุทธศาสนาได้ส่วนหนึ่ง คือ ธรรมดาว่าศพจะออกจากประตูป่าหรือเข้าประตูป่าไปสู่ที่วัดอันเป็นสถานที่ที่ได้ชื่อว่าป่าช้านั้น เมื่อใครได้ย่างเข้าไปนอนเหยียดโดยปราศจากความรู้สึกในทางกายและทางใจแล้ว ไม่มีโอกาสว่าจะได้กลับสู่เหย้าเรือนมาพบเห็นญาติพี่น้องอีกแล้ว และเพื่อให้คนที่อยู่ข้างหลังที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ปลงธรรมสังเวชว่า มนุษย์เราก็เหมือนกิ่งไม้ซึ่งปักอยู่ทั้งคู่ พอสิ้นลมตายและถูกยกศพไปแล้วกิ่งไม้นั้นก็ถูกถอนล้มลงทันที และเป็นเครื่องให้เกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายในสังขารร่างกาย อันมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น มีความแปรปรวนในท่ามกลางและมีความดับในที่สุด จะได้บรเทาเสียได้ซึ่งตัณหาความทะยานอยาก พิจารณาร่างกายอันประกอบด้วยธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม นี้เป็นสภาพที่เวียนเกิดเวียนตายอยู่ในสังสารภพอันหาแก่นสารมิได้ ให้ขวนขวายแสวงหาทางแห่งสุคติอันเป็นภพที่พร้อมด้วยอิฏฐารมณ์(สิ่งที่น่าปรารถนา) นานาประการ

อีกนัยหนึ่ง บางท่านกล่าวว่า การที่ให้ถอนกิ่งไม้ทิ้งเสียขณะเมื่อศพพ้นประตูไปแล้วนั้น ด้วยความประสงค์ว่า เพื่อให้ผีแปลกทางเมื่อออกไปทางประตูป่า ครั้นผีประสงค์จะกลับมาเข้าเรือนใหม่อีก ก็กลับไม่ถูกเพราะประตูไม่มีกิ่งไม้ผิดจากที่เดิมไปเสียแล้ว วิธีดังกล่าวนี้เป็นความเชื่อทางไสยศาสตร์ตามหลักของศาสนาพราหมณ์ไม่ใช่หลักของพุทธศาสนา

26.ต่อยหม้อและชักฟาก

การต่อยหม้อและชักฟากนั้น นิยมทำกันเมื่อเคลื่อนย้ายศพออกจากบ้าน มีพิธีดังนี้ คือ จัดหาหม้อดินมาไว้ 5ใบ แล้วนำไฟเข้าบรรจุลงในหม้อดินนั้น 1 ใบ บรรจุไว้ด้วยน้ำ 4  ใบ แล้วนำไปตั้งไว้ใกล้ทางศพจะลงจากเรือนนั้น ครั้นเคลื่อนศพพ้นจากบ้านแล้ว ให้คนใดคนหนึ่งถือหม้อใบที่บรรจุด้วยไฟเดินนำหน้าพาศพไปวัด ทันใดนั้นคนที่อยู่บนเรือนก็นำไม้ซีกมาทุบต่อยหม้อที่บรรจุน้ำ 4 ใบให้แตกกระจาย แล้วหักไม้ซีกนั้นทิ้งเสียทั้ง 4 ซีก และคนที่อยู่บนเรือนอีกพวกหนึ่งถือพัดโบกลมออกจากเรือน 5 ครั้ง พิธีการดังกล่าวมาแล้วนี้เป็นแบบฉบับที่ปราชญ์โบราณได้บัญญัติไว้เพื่อให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้เกิดธรรมสังเวชในสังขารร่างกาย ที่ธรรมชาติปรุงแต่งไว้ด้วยธาตุทั้ง 5  คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ขณะเมื่อธาตุทั้ง 4 นั้นหมดปัจจัยเครื่องบำรุงมีอาหารเป็นต้นแล้วต่างก็จะแยกย้ายกันอยู่ตามฐานะของตน คือ ธาตุส่วนใดที่เป็นธาตุดินธาตุส่วนนั้นก็กลับกลายไปอยู่ในพวกของธาตุดิน แม้ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุลมก็เช่นเดียวกัน เมื่อพิจารณาโดยควรแก่ภาวะแห่งความเป็นจริงแล้ว เห็นว่าน่าสลดใจในความเป็นมาแห่งสังขารอันมีความสลายไปในที่สุดเป็นสภาพ ชีวิตของสรรพสัตว์ทั้งหลายนี้ไม่มีเครื่องหมาย กำหนดไม่ได้ ทั้งฝืดเคือง ทั้งน้อย ทั้งประกอบด้วยความลำบาก ไม่มีความพยายามด้วยวิธีใดที่จะช่วยทำให้สัตว์โลกทั้งหลายไม่ต้องตาย เพราะสัตว์ทั้งหลายก็จะเกิดแก่เจ็บตายเป็นธรรมดา ภัยเกิดแต่มรณะเป็นของเที่ยงแท้สำหรับสัตว์ที่เกิดมา เหมือนการเกิดการหล่นในเวลาเช้า เวลาเที่ยงและเวลาเย็นแห่งผลไม้ที่สุกแล้วฉันนั้น ภาชนะดินที่ช่างหม้อทำทุกชนิดมีความแตกเป็นที่สุดฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็มีความตายเป็นที่สุดฉันนั้น ทั้งคนหนุ่มคนแก่ ทั้งคนโง่คนฉลาด ทุกจำพวกย่อมตกอยู่ในอำนาจมฤตยู ทั้งหมดจะต้องตายในกาลข้างหน้า เมื่อชนจะถึงซึ่งความตายกำลังจะไปปรโลก พ่อก็ป้องกันลูกไว้ไม่ได้ ญาติก็ป้องกันญาติไม่ได้ ดูเถิดเมื่อหมู่ญาติเห็นกันอยู่หลัด ๆกำลังเจราจากันอยู่ประจ๋อประแจ๋ บางคนก็ต้องถูกมฤตยูพรากไปเสีย ดังว่าโคที่เขานำไปฆ่า โลกถูกความแก่ความตายคอยล้างผลาญอยู่อย่างนี้ ดังนั้นปราชญ์ทั้งหลายรู้เท่ากันธรรมดาของโลก แล้วย่อมไม่โศกเศร้า อันพฤติการณ์ต่างๆที่ปราชญ์ทั้งหลายได้ช่วยกันจัดไว้นั้น ย่อมเป็นอุปกรณ์แก่การพิจารณาได้เป็นอย่างดี ดังในทีนี้แสดงให้เห็นดังนี้

ประการที่ 1 การที่ให้ผู้ใดผู้หนึ่งถือหม้อไฟเดินนำไปข้างหน้าศพนั้น เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า เตโชธาตุ คือ ไฟ เมื่อแตกดับหรือแยกออกจากร่างกายแล้วมนุษย์เราจึงตาย

ประการที่ 2 การที่ให้คนทุบต่อยหม้อน้ำให้แตกหมดทั้ง ๔ ใบนั้น เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า อาโปธาตุ คือ ธาตุน้ำ เมื่อเกิดวิการแตกดับออกจากร่างกายแล้วมนุษย์เราก็ตาย

ประการที่ 3 การที่ให้คนหักไม้ทิ้งทั้ง 4 ซีกนั้น เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า ปฐวีธาตุ คือ ธาตุดิน เกิดวิการแตกดับออกจากร่างกายแล้วมนุษย์เราจึงตาย

ประการที่ 4 การที่ให้คนถือพัดโบกลมบนเรือน 4  ครั้งนั้น เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า วาโยธาตุ คือ ธาตุลม เกิดวิการแตกดับออกจากร่างกายแล้วมนุษย์เราจึงตาย

ความตายของมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายย่อมมีสภาพเป็นอย่างเดียวกัน ด้วยเหตุที่ธาตุทั้ง 4  อันคุมกันเข้าเนื่องด้วยธรรมชาติปรุงแต่งนั้นต่างหมดเชื้อหมดปัจจัยที่จะส่งเสริมให้เป็นไป ความตายย่อมพาบุคคลผู้มีใจเกาะเกี่ยวอยู่ในอารมณ์ต่าง ๆมัวหลงเก็บดอกไม้(คือ เบญจกามคุณ) ไปดังห้วงน้ำใหญ่ซึ่งชาวบ้าน (คือสัตว์) ที่หลับแล้วไปอยู่ฉะนั้น ประการหนึ่ง ผู้ทรงไว้ซึ่งปัญญารู้แจ้งในกายนี้ว่าเสมือนหนึ่งฟองน้ำ รู้กายนี้เสมือนหนึ่งพยับแดด เป็นธรรมพึงสลัดไตรภูมิกวัฏ คือ ดอกไม้อันเป็นประธานแห่งมารเสีย แล้วไปสู่สถานที่พญามัจจุราชไม่พึงเห็นได้ เมื่อนั้นแหละจึงจะประสบความสุขชั่วกัลปาวสาน

27.พระสงฆ์นำศพ

ขณะเมื่อเคลื่อนไปสู่สุสานอันตั้งอยู่ในวัดโดยมาก ประเพณีไทยผู้เทิดไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ให้นิมนต์พระภิกษุสงฆ์ 1 รูป มาอ่านพระสัตตัปปรณาภิธรรม ๗ คัมภีร์ จูงศพด้วยด้ายสายสิญจน์นำไปข้างหน้าจนถึงสถานที่ประชุมเพลิง การที่นิมนต์พระสงฆ์นำหน้าศพนั้นถือกันว่าเพื่อจะได้นำทางสู่สวรรค์ ความจริงดังกล่าวมาแล้วนี้เป็นธรรมปริศนาแสดงให้เห็นว่า พระภิกษุสงฆ์เป็นผู้นำพุทธมามกชน ผู้เคาพพระพุทธศาสนาไปสู่แดนอันเกษม กล่าวคือ เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นประธานแห่งพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงดับขันธปรินิพพานไปแล้ว พระภิกษุสงฆ์ผู้เป็นผู้เล่าเรียนปริยัติธรรมอันเป็นหลักชัยแห่งพุทธศาสนาทรงจำสืบ ๆมากันมาจนกาลปัจจุบันนี้และยังได้แนะนำสั่งสอนประชุมชนให้ประพฤติตามเพื่อประโยชน์สุข พระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประจำชาติของไทยเรานี้จะดำรงความเป็นพระพุทธศาสนาอยู่ได้ก็ด้วยอาศัยธงชัยสีเหลือง กล่าวคือ พระภิกษุสงฆ์เป็นผู้ทรงไว้ ฉะนั้นพระสงฆ์ทั้งหลายจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้นำไปสู่แหล่งอันเกษม

พระปริยัติธรรมย่อมเป็นเหตุให้สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก้าวสู่การปฏิบัติอันปราชญ์ทั้งหลายพากันสรรเสริญ ด้วยเหตุนี้ภิกษุสงฆ์ทั้งหลายจึงเป็นผู้นำในทางปฏิบัติดีปฏิบัติชอบโดยตรงและอ่อนน้อมเที่ยงธรรม การปฏิบัติของพระภิกษุสงฆ์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของพระพุทธศาสนาโดยเที่ยงแท้และถูกทางนั้น ย่อมเป็นผู้มีการปฏิบัติเสมือนหนึ่งพระยาไกรสรราชสีห์ผู้สง่างามเหนือกว่าสรรพสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลาย ทั้งนี้โดยมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้:

1) เป็นสัตว์ขาวบริสุทธิ์ผุดผ่อง

2).เที่ยวไปด้วยเท้ามีการเยื้องกายอย่างกล้าหาญ

3) มีรูปกระชุ่มกระชวยและสร้อยคอสวยงาม

4)แม้ต้องเสียชีวิตก็ไม่ยอมอ่อนน้อมต่อสัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง

5)แสวงหาอาหารไปโยลำดับ ประสบอาหาร ณ ที่ใดก็บริโภคเสียจอิ่มหนำในที่นั้น ไม่เลือกว่าดีหรือเลวได้ทั้งนั้น

6)ไม่มีการสะสมอาหารไว้บริโภคในมื้อหลัง บริโภคคราวหนึ่งๆเสร็จแล้วก็ไม่สะสมไว้บริโภคอีก

7)ไม่ได้อาหารก็ไม่ตกใจ แม้ได้ก็ไม่ยินดีมัวเมาผูกพันบริโภค

สำหรับพระภิกษุสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็เป็นผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ 7 ประการอย่างเดียวกันนั้น กล่าวคือ

1) เป็นผู้มีจิตขาวบริสุทธิ์ ปราศจากมลทินโทษเครื่องเศร้าหมอง

2).เที่ยวไปด้วยใจกอปรด้วยอิทธิบาท ๔ ประการ

3) มีรูปสวยมีสร้อยคอ กล่าวคือ ศีลรุ่งเรือง

4) แม้ถึงเสียชีวิต ก็ไม่ยอมอ่อนน้อมใคร ๆเพราะเหตุแห่งปัจจัย 4  คือ มิได้ประจบคฤหัสต์โดยละเมิดกุลทูสกสิกขาบทเป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติ เพราะมุ่งหมายปัจจัย 4

5)โคจรบิณฑบาตไปตามละแวกบ้านตามลำดับตรอกโดยมิได้เลือกตระกูลและโภชนะ แสวงหาได้ที่ใดก็บริโภคที่นั้น มิได้เลือกว่าอาหารดีหรือไม่ดี บริโภคพอประทังร่างกายให้มีชีวิตสืบไปตามนิสัยของสัตว์และสังขาร เพื่อเปิดโอกาสให้ได้บำเพ็ญสมณธรรมเท่านั้น

6) ไม่ทำการสะสมปัจจัย 5 ไว้บริโภค

7)ไม่ได้โภชนะก็ไม่สะดุ้งตกใจ แม้ได้มาแล้วก็มิได้ยินดีมัวเมาติดพัน ก่อนบริโภคพิจารณาให้เห็นโทษแห่งโภชนะก่อนแล้วจึงบริโภคในภายหลังด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ปลดเปลื้องตนให้หลุดพ้นจากรสแห่งโภชนะนั้น ๆได้ 

ลักษณะภิกษุสงฆ์ผู้ทรงไว้ซี่งข้อปฏิบัติอันควรเคารพมีนัยดังกล่าวนี้ ฉะนั้นจึงสมควรแล้วที่โลกเรายกย่องท่านผู้นำที่ดีในทางธรรมปฏิบัติ  ควรที่จักช่วยกันเชิดชูไว้เพื่อความถาวรแห่งพระศาสนาในอนาคต

28.ชักมหาบังสุกุล

เมื่อเคลื่อนศพถึงวัดแล้วจึงจัดการถ่ายหรือเทศพในที่ลับ ซึ่งสัปเหร่อหรือสนมได้จัดเตรียมไว้ โดยตัดด้ายตาสังแล้ววางศพให้นอนงาย หาใบไม้หรือใบตองมาวางทับบนหน้าอกศพกันเปื้อน เจ้าภาพก็หาน้ำอบหรือน้ำหอมมาประพรม แล้วหาผ้าไตรหรือผ้าขาวทั้งพับทอดลงบนนั้น นิมนต์พระมาพิจารณาชักมหาบังสุกุล ครั้งโบราณทีเดียวเคยทำเป็นกระดานหกในที่เปลี่ยวและเป็นเวลากลางคืนตาม(จุด)โคมไฟไว้เป็นห่าง ๆกัน นิมนต์พระเดินตามทางนั้นและเมื่อพระเข้าพิจารณาชักมหาบังสุกุลเหยียบกระดานนั้นลง ศพก็ลุกขึ้นนั่งประนมมือประคองผ้าไตรให้พระชัก บางรายก็หาผ้าพันศพไว้ เมื่อพระพิจารณาชักผ้าก็ต้องหาไม้เท้าไปด้วยเพื่อจะได้ยันผีไว้แล้วเอามือชักชายผ้าดึงมา แต่ก็เป็นการลำบากและหวาดเสียวแก่พระ สมัยนี้ไม่มีใครทำกันแล้ว การชักผ้ามหาบังสุกุลนั้นมีปฐมเหตุว่า ครั้งหนึ่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปชักผ้าซึ่งเขาห่อศพนางปุณณทาสีทิ้งไว้ในป่าช้า ทรงนำผ้านั้นมาซัก ตัด เย็บ ย้อม ทำเป็นผ้าสังฆาฏิ ทรงเรียกผ้านั้นกันว่า “สังฆาฏิมหาบังสุกุลจีวร” เพราะฉะนั้นจึงเรียกชักบังสุกลศพเวลาถ่ายศพว่า “ชักมหาบังสุกุล” คือ แปลกจากบังสุกุลธรรมดา ส่วนการตัดด้ายตราสังที่มัดศพอยู่นั้น ก็เป็นปริศนาธรรมว่าตัดบ่วงทั้ง ๓ ดังกล่าวแล้วในเบื้องต้น

29.ทิ้งเบี้ย 32 เบี้ย

ครั้งโบราณเมื่อยังใช้เบี้ยอยู่นั้น เมื่อจะเผาศพหรือฝังศพต้องทิ้งเบี้ยลงในป่าช้า สมัยต่อมาใช้อัฐหรือโสฬส ก็ทิ้งอัฐหรือโสฬสแทนทิ้งเบี้ย สมัยนี้ใช้สตางค์ก็เอาสตางค์ทิ้ง การทิ้งเบี้ยนั้นเข้าใจกันเป็น 2 ทาง คือ ทางหนึ่ง ว่าเสียค่าที่ให้ตากลาและยายกลี ซึ่งเป็นเจ้าของป่าช้าเป็นการเช่าที่อยู่ เพราะกลัวแกจะเบียดเบียนวิญญาณศพที่นำไปเผาหรือฝังนั้นให้ได้รับความเดือดร้อน เค้าความน่าจะสืบเนื่องมาจากเรื่องมหากาลเถระ ในอรรถกถธรรมบท ซึ่งกล่าวว่ามีหญิงเฝ้าป่าช้าคนหนึ่งชื่อนางกาลี สามีของแกคนหนึ่งชื่ออะไรไม่ปรากฏ ปรากฏแต่ว่าแกมีลูกหญิงชายอาศัยอยู่ในกระท่อมน้อยในป่าช้า มีอาชีพรับจ้างเผาศพ เมื่อใครมรณะลงก็นำศพไปมอบและให้ค่าจ้างเผา แกก็จัดการเผา ต่อมาภายหลัง คำว่า กลี กลายมาเป็น ยายกาลี และผัวแกชื่อไรไม่ปรากฏ จึงตั้งชื่อให้แกว่า ตากลา เลยเรียกกันติดปากว่า ตากลา ยายกลี บางคนเรียกว่า ยายกลี ตีกลา ก็มี ตามเค้าความในอรรถกถาธรรมบทนี้ การทิ้งเบี้ยในสมัยครั้งนั้น ก็คือ ให้ค่าจ้างคนเผาศพนั่นเอง ส่วนกาลเวลาล่วงมาถึงสมัยปัจจุบันนี้ ได้กลายกลับเป็นพิธีอีกทางหนึ่ง คือ การทิ้งเบี้ย 32 อันนั้น เป็นเครื่องชี้ให้เห็นในทางปริศนาธรรมว่า ได้แก่ อาการ 32 ของมนุษย์มี ผม เป็นต้น อาการ 32 ของมนุษย์นี้ย่อมทิ้งทับถมแผ่นดิน ไม่มีผู้ใดที่สามารถจักนำไปได้  เมื่อพิจารณาโดยความเป็นของว่างแล้ว ย่อมเห็นได้ว่า ร่างกายนี้เมื่อตายแล้วย่อมหาสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่โลกต่อไปมิได้เลย ด้วยเหตุนี้พระอริยมุนีทั้งหลาย(พระอรหันต์) ผู้มีปกติกล่าวแต่สันติ(นิพพาน) ผู้หาความกำหนัดยินดีในกามทั้งหลายมิได้ จึงเป็นผู้ไม่ติดในกามและโลก เสมือนหนึ่งว่าดอกบัวประทุมบัวหลวงอันผุดขึ้นในวารีอันบริสุทธิ์สะอาดมีก้านเป็นหนาม ถึงแม้เกิดแล้วในน้ำก็ไม่ติดอยู่ด้วยน้ำและเปือกตม

30.นำศพเวียน 3 รอบ

ก่อนจะเคลื่อนศพขึ้นประดิษฐานเหนือจิตกาธาน (เชิงตะกอน) ต้องเวียน 3 รอบ การเวียนนั้นให้เวียนข้างซ้าย คือ เดินหันข้างซ้ายเข้าข้างติตกาธาน เรียกว่า อุตราวัฏ แล้วจึงยกศพขึ้นเหนือจิตกาธาน หันศีรษะไปทางทิศตะวันตก การเวียน 3 รอบนั้นเป็นปริศนาธรรมให้เห็นว่า สัตว์ทั้งหลายต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพทั้ง ๓ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพทั่วกันทุกคน เป็นการเตือนสติผู้มีชีวิตอยู่ให้คิดถึงตัวเอง จักได้ขวนขวายบำเพ็ญบารมีธรรม คือ การสั่งสมกองการกุศล อันจักนำตนสู่สวรรค์ นิพพาน ทุกระยะ 10  เมตร รวมยาว 200 เมตรตามแบบแปลน ที่ให้เดินเวียนซ้ายนั้นเพราะถือกันว่าเป็นเรื่องตาย พิธีอื่น ๆซึ่งมีการเวียนเทียน มีเวียนเทียนทำขวัญนาค เป็นต้น ใช้เวียนขวาทั้งสิ้นเพราะเป็นการมงคล ไม่ใช่เรื่องตายอันเป็นอัปมงคล ส่วนการหันศีรษะไปทางทิศตะวันตกนั้น กล่าวกันว่า สัตว์จะถึงที่ตายมักนอนศีรษะไปทางนั้น

มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งอันเกี่ยวแก่ทางศาสนาพราหมณ์ว่า พระอิศวรจะโสกันต์ (โกนจุก) พระขันธกุมาร จึงประชุมเทพยดาและนักสิทธิวิทยาธรมาพร้อมกัน ณ เขาไกรลาศ และเชิญพระพรหมและพระนารายณ์มาเจริญพระเกศา ครั้นถึงวันมงคลพระนารายณ์เผอิญบรรทมหลับสนท พระอิศวรมีเทวโองการให้พระอินทร์เอามหาสังข์ไปเป่าปลุก พระนารายณ์แว่วเสียงสังข์ลืมพระเนตรขึ้นเห็นพระอินทร์ จึงตรัสถามว่าโลกมีเหตุประการใด พระอินทร์ทูลว่า พระอิศวรมีเทวโองการให้เชิญเสด็จไปเจริญพระเกศาพระขันธกุมาร พระนารายณ์พลั้งพระโอษฐ์ออกไปว่า ลูกหัวหาย จะนอนหลับให้สบายหน่อยก็ไม่ได้ แล้วก็เสด็จมากับพระอินทร์ ขณะที่พระนารายณ์ตรัสดังนั้นด้วยวาจาสิทธิ์ พระเศียรของพระขันธกุมารก็อันตรธานไป พระอิศวรมีเทวโองการให้พระวิษณุกรรมไปยังโลกมนุษย์แล้วตัดเอาศีรษะคนถึงมรณะมาต่อเศียรพระขันธกุมาร พระวิษณุรับเทวโองการแล้วมาเที่ยวหาศีรษะของคนถึงมรณะในวันนั้นก็ไม่มีผู้ใดตาย แต่พบช้างนอนหันศีรษะไปทางทิศตะวันตกก็ตัดเอาศีรษะช้างไปต่อพระเศียรพระขันธกุมาร แล้วพระเป็นเจ้าทั้งสามจึงพร้อมกันเปลี่ยนพระนามให้ใหม่เรียกว่า พระวิฆเนศวร์ ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อกันว่า สัตว์จะถึงที่ตายนอนหันศีรษะไปทางทิศตะวันตกอย่างนี้

อนึ่ง คติในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานถือว่า ทิศตะวันตกเป็นทางไปสู่แดนสุขาวดี อันเป็นสวรรค์ของพระอมิตาภพุทธ เมื่อคนตายเขาจึงหันศีรษะศพไปทางทิศตะวันตกก็เพื่อให้ไปสู่สุขาวดี ทุกวันนี้เราถือทิศใต้และทิศตะวันตกเป็นทิศปลายเท้านอน เราจึงไม่หันศีรษะไปทางนั้น ซึ่งก็คงเนื่องมาจากคติที่ว่า ทิศใต้เป็นทิศของแดนเปตโลกหรือยมโลกนั่นเอง

31.มะพร้าวล้างหน้าศพ

คนเราเกิดมาเปรียบเหมือนการเดินข้ามสะพานซึ่งมีสภาพโค้งตรงกลาง ส่วนหัวสะพานที่เราเริ่มขึ้น คือ ชีวิตที่เริ่มอุบัติ เราไต่ขึ้นสะพานเรื่อยไปก็เปรียบเสมือนอายุเราสูงขึ้น พอถึงกลางสะพานนั้นเรียกว่าตอนกลางของอายุ แม้จะเบือนหน้ามองข้างโน้นก็แลเห็นมองข้างนี้ก็แลเห็น และขณะที่ได้ก้าวข้ามตอนกลางของสะพานนั้นก็หมายถึงการเดินทาง จนในที่สุด ก็คือ หมดหนทางที่เราจะไปแล้ว และปลายสะพานนั้น ก็คือ ป่าช้า หากแต่ขณะที่เราไต่ไปนั้น เราจักต้องประสบกับอาการต่าง ๆสุดแต่การดำเนินของกระบวนการนั้น ๆอยู่ในความอำนวยการของธรรมชาติอย่างหนึ่ง บังคับให้จำเป็นต้องกระทำ เช่นหิวกระหายบังคับให้หาอาหาร หนาวร้อนและละอายบังคับให้หาเครื่องปกปิดร่างกาย เมื่อเจ็บป่วยบังคับให้หายารักษาโรค เหน็ดเหนื่อยก็บังคับให้หาที่อยูที่อาศัย และกรณีอื่น ๆอีก ซึ่งบางทีจะทำให้เราพลัดตกสะพานตายไปเสียก่อนจะถึงก็มี ทั้งนี้ย่อมเป็นสภาพแห่งชีวิตของมนุษย์ตามธรรมดา ยิ่งกว่านั้นมนุษย์เราบางคนยังเป็นคนหนาแน่นด้วยเครื่องเศร้าหมองแห่งใจ อันมีความโลภ ความโกรธ ความหลง ๓ ประการนี้เป็นรากแก้วอันมั่นคง ซึ่งบันดาลให้เขาผู้นั้นได้รับทุกข์ คือ สภาพทนได้ยากอยู่เสมอไป โลภะโทสะโมหะ ซึ่งเกิดในตนย่อมกำจัดผู้มีจิตลามกเสมือนไม้ไผ่ไม้อ้อและต้นกล้วยซึ่งเป็นรุกขชาติที่ไร้แก่น เมื่อมีผลแล้วลำต้นย่อมตายตกไปตามกัน ด้วยเหตุนี้โบราณจึงได้คิดค้นหาวิธีการอันเป็นเครื่องให้ระลึกถึงธรรมอันประเสริฐ

โดยเฉพาะในที่นี้จักกล่าวถึงการใช้น้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ คือ เมื่อถึงเวลาจะเผาศพก็หามะพร้าวมาผลหนึ่ง กะเทาะเปลือกออกแล้วต่อยเอาน้ำล้างหน้าศพ เรียกกันว่า มะพร้าวล้างหน้าศพ มีคำกล่าวว่า ถ้าใครเอาเนื้อมะพร้าวนั้นไปรับประทานแล้ว จะแก้นอนกัดฟันได้ เท็จจริงอย่างไรแล้วแต่จะพิจารณา

เรื่องน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพนี้ เป็นปริศนาธรรมให้พิจารณษเห็นว่า น้ำธรรมดาย่อมขุ่นมัวระคนด้วยเปือกตม เปรียบด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น ทำให้จิตเศร้าหมอง ส่วนน้ำมะพร้าวมีเครื่องหุ้มห่อหลายชั้นเป็นน้ำสะอาด ถ้าคนทั้งหลายอุตส่าห์บำเพ็ญกุศลสุจริตทำให้ใสสะอาดปราศจากกิเลสมีราคะเป็นต้นเหมือนน้ำในผลมะพร้าวแล้ว ก็ย่อมจักได้รับความสุข เมื่อละไปจากโลกนี้แล้วจักได้บ่ายหน้าไปสู่สวรรค์

ครั้นล้างหน้าเสร็จแล้วก็ลงมือเผาศพ ซึ่งก็ควรเชิญท่านผู้มีเกียรติเป็นประธานในสมาคมนั้นเผาก่อน ถ้าเป็นศพผู้มีบรรดาศักดิ์ ก็ต้องขอพระราชทานไฟหลวงก่อน จึงทำการประชุมเพลิงกันต่อไป

32.เทียนเผาศพ

เทียนเผาศพนั้นห้ามมิให้จุดต่อกัน ต้องจุดจากไฟชนวนที่เจ้าภาพจัดหาให้ การที่มิให้จุดไฟต่อกันนั้น เป็นประเพณีถือกันว่าแต่โบราณ คือ โบราณใช้ขี้ไต้ตัดเป็นท่อนสั้นๆ สมัยนี้มีการใช้ขี้ไต้ตามชนบทบ้าง โดยมากผู้มาก่อนจุดไฟเผาศพแล้ว ผู้มาทีหลังมักขอต่อ เมื่อขอต่อกันมาก ไฟก็ลุกลามไต้จวนหมด น้ำมันยางก็ไหลหยดรดมือไหม้ จึงห้ามกันเสียว่าเวลาเผาศพห้ามมิให้ใช้ไฟต่อกัน แม้ในสมัยปัจจุบันนี้ ถึงหากจะใช้เทียน(ดอกไม้จันท์) ก็ยังถือกันอยู่ คงจะหวังความเรียบร้อยในขณะขึ้นไปวางเพลิงศพกระมัง จักได้ไม่ต้องเบียดเสียดและเอาไฟเข้าไปจี้กัน เป็นการอลหม่านและเสียมารยาทผู้ดี บางศพท่านผู้เป็นประธาน ซึ่งเรียกว่าเป็นต้นเพลิงเอาธูปเทียนจุดไฟขึ้นเผาเพียงผู้เดียว แขกที่ไปเผานอกนั้นไม่ต้องจุดไฟ เป็นแต่เอาธูปเทียนไปวางเฉย ๆเพราะไฟที่ผู้เป็นประธานจุดไว้มีอยู่แล้ว (แต่บัดนี้ต่างคนต่างจุดข้างล่าง แล้วขึ้นเผากัน) การที่เผาศพด้วยธูปเทียนนี้ก็เพื่อเป็นเกียรติแก่ศพ ยังมิได้เผาจริง ประการหนึ่งนั้น การเอาเทียนเผาศพถือเป็นเครื่องขอขมาโทษของผู้ที่ไปเผา เหตุใดจึงต้องขอขมาโทษ เรามีความผิดแก่ศพด้วยเหตุใด ข้อนี้เมื่อพิจารณาโดยอาศัยเหตุผลอันเป็นจริงแท้แล้วย่อมเห็นได้ว่า ความตายเป็นของมีอยู่แก่เรา เราควรกำหนดเสียให้แน่นอนแก่ใจเสียทีเดียว ศพที่เรามาทำการเผานี้เป็นเทวทูต คือ เป็นทูตอันศักดิ์สิทธิ์เสมือนเทวดามาบอกว่า “สูเจ้าเอ๋ย ตัวของเจ้าก็จักต้องถึงแก่ความตายอย่างนี้” ซึ่งเราหารู้ไม่ว่าความตายนั้นปรากฏมีอยู่ที่ตัวของเรา และการไม่เชื่อเทวทูตนั้นเอง จึงต้องเกลียดต้องกลัว เป็นความประมาทของเรา จึงต้องมีธูปเทียนมาขอขมาโทษแก่ศพ ในที่นี้อาจมีปัญหาว่า ศพผู้มรณะเช่นนั้นจะรู้เนื้อรู้ตัวยกโทษให้แก่เราหรือ ข้อนี้อาจวินิจฉัยว่า มิใช่ประสงค์เช่นนั้น แต่ประสงค์เอาการที่เราประพฤติถูกต้องตามครรลองคลองธรรมย่อมอำนวยผลแก่เราเอง เหมือนดังว่าการกระกอบกสิกรรมทำสวนทำนา พื้นดินที่สวนที่นานั้นจะยินดีต้อนรับให้ทำหรือไม่ก็ตาม เมื่อประกอบการไถหว่านปลูกลงในพื้นที่ดินอันสมบูรณ์ไปด้วยปุ๋ยหรืออาหารของต้นไม้ พืชผลมวลอาหารอันเกิดแต่ธรรมชาติก็ย่อมจะงอกงามดี ดุจดังรัฐบาลไทยในสมัยหนึ่งเคยแนะนำให้พลเมืองทำสวนครัวตามหลักวิชาการของกรมเกษตรการประมงฉะนั้น

อีกประการหนึ่ง ท่านผู้รู้ทั้งหลายทำความเข้าใจปริศนาธรรมในข้อที่ห้ามมิให้ต่อไฟกันนั้นว่า ไฟนั้นเหมือนกิเลสเครื่องเผาลนสันดานของสัตว์ผู้รุ่มร้อนอันมี ราคัคคิ ไฟคือราคะ(ความกำหนัดในกามารมณ์) โทสัคคิ ไฟคือโทสะ(ความประทุษร้าย)  โมหัคคิ ไฟคือโมหะ(ความลุ่มหลง) เมื่อไฟทั้งสาม นี้ เกิดขึ้นแก่ผู้ใดแล้วก็ให้ผู้นั้นพยายามระงับเสีย อย่าไปจุดต่อกระพือให้ลุกลามมากไป จนเป็นเหตุให้ถึงกับทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

33.ชักฟืน 3 ดุ้น

ครั้นเผาหลอกพอเป็นพิธีแล้ว เมื่อได้เวลาเผาจริงญาติมิตรที่รักใคร่สนิทสนมกันอย่างแท้จริงก็ไปเผากันอีกครั้งหนึ่ง ขณะเมื่อเพลิงลุกรุ่งโรจน์นั้น บางรายก็เอาผ้าคลุมหีบหรือผ้าห่มแพรโยนข้ามไฟ 3 ครั้ง และรอคอยกันจนสนมหรือสัปเหร่อจะชักฟืน 3 ดุ้น จึงกลับบ้านกันได้ การเอาผ้าโยนข้ามไฟ 3 ครั้งนั้น เป็นปริศนาธรรมว่า สัตว์เรายังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏเพียงใด ก็เหมือนอยู่ในกองไฟทั้ง 3  คือ ราคะ โทสะ โมหะ อันแผดเผาสันดานให้รุ่มร้อนอยู่เป็นนิตย์เพียงนั้น

การที่ให้รอชักฟืนเสียก่อนแล้วจึงกลับบ้านได้นั้น ก็คือ ให้รอช่วยกันพรากไฟเผาเสียก่อน เพราะสมัยโบราณเขาเผาศพกันในป่าช้า ครั้นพลบค่ำพากันกลับหมด ไฟอาจลุกลามไปไหม้บ้านเรือนโรงของผู้อื่นเป็นอันตราย จึงถือกันว่าต้องรอช่วยกันพรากไฟเผาศพเสียก่อนจึงกลับได้

อีกนัยหนึ่ง เป็นมติของผู้มีปัญญา พยายามหน่วงเวลาของผู้ไปร่วมเผาศพให้อยู่คอยพิจารณาซากศพนาน ๆ ถ้ารีบชักฟืนเสียเร็วนัก ก็จะพากันกลับเสียหมด ไม่ทันได้พิจารณษปลงอสุภกัมมัฏฐาน เพราะการเผาศพที่นับว่าได้อานิสงส์อย่างน้อยต้องให้ได้อสุภสัญญาเพื่อจะได้เป็นอุปนิสัยแก่มรรคผลนิพพานในอนาคต ดังยสกุลบุตรพร้อมด้วยสหาย 54  คน ช่วยกันเผาศพไม่มีญาติ พิจารณาศพนั้นจนได้อสุภสัญญาแล้วพากันกลับบ้าน ข้อนั้นจึงเป็นอุปนิสัยให้ได้สำเร็จมรรคผลและการบรรพชาในพระพุทธศาสนาในอนาคตในกาลต่อมา แต่จะบอกตรง ๆว่าให้รอคอยพิจารณาเสียก่อนก็คงไม่มีใครเชื่อ จึงออกอุบายว่าต้องรอคอยชักฟืน ๓ ดุ้นเสียก่อนจึงกลับได้ แต่เป็นปริศนาธรรมว่า การชักไฟ 3 ดุ้นนี้ ก็คือ พรากไฟทั้ง 3 กอง อันได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ ให้ให้ออกจากใจในขณะเผาศพนั้นเสียก่อน จึงค่อยกลับบ้าน

34.จีบพลูบังสุกุลห้ามมิให้ต่อยอด

การจีบพลูหรือมวนพลูเพื่อไว้ถวายพระหรือเลี้ยงแขกในงานศพนั้น โบราณถือกันว่า ห้ามมิให้ต่อยอดพลูเหมือนกับการจีบพลูในงานมงคลอื่นๆ ความจริงในข้อนี้จะปรากฏเป็นปริศนาธรรมอย่างไรไม่ชัดแจ้ง เมื่อพิเคราะห์ดูโดยเหตุผลแล้ว พอจะสันนิษฐานได้ว่า การห้ามมิให้ต่อยอดพลูนั้น ก็เหมือนมีลักษณะคล้ายกับการมิให้จุดไฟต่อกันเวลาเผาศพนั่นแหละ

ประการหนึ่ง การจีบพลูในงานศพนั้น เป็นการเร่งร้อนรีบโดยด่วน หากนิมนต์พระภิกษุสงฆ์มากรูป(พระในสมัยโบราณกินหมาก) พลูก็ต้องมากด้วย ทั้งนี้จึงห้ามมิให้จีบพลูต่อยอดด้วยเหตุกลัวจะเสียเวลาไม่ทันการประกอบการกุศล ฉะนั้นจึงห้ามมิให้มวนพลูต่อยอดดังกล่าวนี้

35.ห้ามมิให้ขึ้นเรือนก่อนล้างหน้าหรืออาบน้ำ

ได้กล่าวมาแล้วว่า การเผาศพครั้งโบราณเป็นการออกแรงเผากันจริง ๆ ไม่ใช้เผาเป็นพิธีเหมือนอย่างสมัยนี้ ญาติมิตรที่ไปช่วยกันทั้งหลายกว่าศพจะไหม้ก็เหงื่อไหลไคลย้อยเพราะถูกความร้อนของเปลวไฟ เถ้าไฟและกลิ่นศพจับเปื้อนตามผิวหนังเป็นสิ่งปฏิกูลโสโครกมาก ครั้นกลับถึงบ้านถ้าไม่ชำระล้างร่างกายให้สะอาดเสียก่อนแล้ว ขึ้นไปบนเรือนก็จะเป็นที่รังเกียจแก่ผู้อยู่บ้าน ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องอาบน้ำหรืออย่างน้อยก็ล้างหน้าเสียก่อนจึงขึ้นไป จะพูดว่าผีติดตัวหรือติดตามก็เห็นจะไม่ผิด คือ กลิ่นอสุภะและร่างของอสุภะคงติดตัวและติดตามมา แต่สมัยนี้ไม่ต้องไปช่วยกันเผาเช่นนั้นแล้ว เพราะมีเจ้าหน้าที่ คือ สัปเหร่อหรือสนมจัดการเผาให้เสร็จ ญาติมิตรที่ไปเผากันพากันกลับมาบ้าน จึงไม่ต้องถูกรังเกียจว่ามีกลิ่นโสโครกติดตัวมา แม้เช่นนั้นก็ตามก็ควรเอาน้ำลูบตัวหรือล้างหน้าเสียก่อนเป็นการดี ไม่มีที่เสียหายแต่ประการใด

36.เดินสามหาบ

รุ่งขึ้นเช้าหลังเผาศพ บุตรหลานของผู้ตายแต่งเครื่องขาวไว้ทุกข์แล้วจัด ๓หาบไปยังที่เผาศพพร้อมกัน สามหาบนั้น คือ อาหารของถวายพระใส่หาบรวม ๓ หาบ ในหาบหนึ่ง ก็มี หมอข้าว เชิงกรานหรืออั้งโล่ บรรจุของแห้ง เช่น ข้าวสาร พริก กะปิ หอม กระเทียม รวมใส่สาแหรกข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งก็สำรับคาว-หวาน บรรจุของสดสำหรับพระฉันวันนั้น เหมือนกันทั้ง 3 หาบ แล้วจัดให้บุตรหลานหรือญาติ 3 คนหาบคนละหาบ คนอุ้มผ้าไตรอีก 3  คน คนละไตร เดินนำหน้า เวียนกองฟอน 3 รอบ ขณะเดินนั้นให้ร้องกู่กันอย่างชาวสวนชาวป่า กู่เรียกกัน “วู้ ๆ” คนข้างหนึ่งกู่ขึ้นก่อน คนข้างหลังก็กู่รับกันไปโดยตลอดทาง พอครบ 3รอบแล้วก็แยกย้ายกันเอาหาบไปตั้งเรียงกันไว้ที่อาสน์สงฆ์ แล้วเจ้าภาพเอาผ้าไตรไปทอดที่กองฟอน นิมนต์พระสงฆ์มา 3 รูป ชักผ้าบังสุกุลแล้ว เจ้าภาพก็ถวายสำรับคาวหวานแด่พระสงฆ์  3 รูปนั้น เมื่อพระสงฆ์ยะภาสัพพีให้พร เจ้าภาพต้องกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย เสร็จแล้วพระรับ 3 หาบนั้นไปฉันที่วัด แต่ถ้าเป็นพิธีหลวง พระรับ 3 หาบแล้วฉันที่นั่น และอนุโมทนาทีหลังจึงกลับอาราม

การเดิน 3 หาบนี้ชี้เป็นคติธรรมให้พิจารณาเห็นว่า สรรพสัตว์ทั้งหลายตราบใดที่ยังวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏนี้แล้ว จำเป็นต้องเกี่ยวข้องอยู่กับอาหารการบริโภคอย่างนี้ ในกามภพต้องบริโภคอาหารหยาบ ต้องหาบต้องหามอย่างนี้ ในรูปภพและอรูปภพแม้มีปีติเป็นภักษาหาร เป็นชาติมีอาหารละเอียด แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่พ้นความหน่วงเหนี่ยวหัวใจ ชื่อว่าต้องหาบต้องหามใจอยู่อย่างนั้นเอง  การแสวงหาอาหารเป็นทุกข์อันได้นามว่า อาหารปริเยสิกทุกข์ เป็นทุกข์อันสำคัญอย่างหนึ่ง

การที่หาบสำรับกับข้าวแล้วเวียนกู่ก้องร้องหากันนั้น เป็นคติธรรมแสดงให้เห็นว่า พวกเราซึ่งเกิดมาเป็นญาติกันนั้น ต่างคนต่างหลงไม่รู้จักพระนิพพาน ธรรมดาบุคคลผู้หลงทาง ผู้เดินไปข้างหน้าผู้ไปก่อนต้องร้องกู่ ผู้ตามไปข้างหลังก็ต้องร้องต้องกู่ไปข้างหน้าเช่นเดียวกัน แม้พวกเราที่เกิดมาเป็นญาติอันสนิทสนมกันนี้ก็พากันหลงชาติหลงภพเวียนว่ายตายเกิดเวียนร้องไห้อาลัยถึงผู้ตายก่อนตายหลัง ไม่รู้ว่าใครร้องหาใคร และจะต้องยังหลงเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้อีกต่อไป กำหนดที่สุดแห่งชาติไม่ได้ ดังนั้นก็ควรที่จะพึ่งพากันพิจารณาให้เห็นใจความอย่างนี้

อีกนัยหนึ่ง การเดินสามหาบนั้น มีปฐมเหตุมาจากเรื่องโสเรยยเศรษฐีบุตร อยู่ในเรื่องอรรถกถาธรรมบท เล่าว่า วันหนึ่งโสเรยยเศรษฐีบุตร ไปอาบน้ำกับเพื่อน พบพระมหากัจจายนเถระ ผู้มีรูปอันสะสวยผิวพรรณดั่งทองคำธรรมชาติ เป็นเหตุให้ลุ่มหลง คิดผิดไปด้วยอำนาจกามราคะย่ำยีว่า ทำไฉนหนอจึงจะได้พระเถระรูปนี้เป็นภรรยาขอเรา มิฉะนั้นก็ทำไฉนจึงได้ให้ภรรยาของเรามีผิวพรรณดุจดังของพระเถระนี้ ด้วยเหตุนี้ตามเรื่องกล่าวว่า เพศของโสเรยยเศรษฐีนั้นกลับกลายเป็นเพศหญิงไป โสเรยยะมีความละอายจึงได้หนีไปอยู่เมืองตักกสิลาโดยมิได้บอกให้เพื่อนทราบ ครั้นเพื่อนกลับไปบ้านจึงแจ้งเหตุที่โสเรยยะหายไปนั้นให้มารดาบิดาของโสเรยยะทราบ ทั้งนี้ก็จึงเป็นเหตุให้บิดามารดามีความวิตกมาก จึงให้บ่าวไพร่ไปเที่ยวค้นหาในที่ต่างๆ ซึ่งเข้าใจว่านำอาหารใส่หาบเดินกู่กันไปด้วย เมื่อหาไม่พบก็ร้องไห้คร่ำครวญสำคัญว่าตายแล้ว จึงทำมตกภัต (ภัตเพื่อผู้ตาย) ส่งไปให้

อีกเรื่องหนึ่ง มีธิดาของเศรษฐีคนหนึ่ง มีความปฏิพัทธ์รักใคร่นายพรานป่า จึงหนีบิดามารดาตามไปอยู่เป็นภรรยาของเขา ในเมื่อพรานป่าขับเกวียนออกจากเมืองไป ฝ่ายบิดามารดาไม่ทราบเหตุว่าลูกหายไปทางไหน จึงให้บ่าวไพร่ไปเที่ยวค้นหา เมื่อไม่พบก็ทำมตกภัตอีกเช่นเดียวกัน

37.แปรรูป

ก่อนแต่จะแปรรูปนั้น โบราณสอนว่า ควรจะดูที่กองไฟเสียก่อนว่าจะมีรูปอะไรปรากฏอยู่บ้าง มีกล่าวกันว่า บางรายมีภาพเป็นรอยเท้าเด็กบ้าง เป็นรอยเท้าสัตว์ต่างๆบ้าง อยู่บนกองเถ้าถ่านนั้น แต่นาน ๆจึงจะมีผู้พบเห็นสักครั้งหนึ่ง สันนิษฐานว่า รูปรอยเท้านั้นเป็นเครื่องหมายของคติกำเนิดของคนตาย ความจริงมีอย่างไรไม่เคยพบหลักฐาน ครั้นแล้วจึงทำการแปรรูปต่อไป ครั้งแรกทำกองกระดูกให้เป็นรูปคนนอนหงาย หันศีรษะไปทางทิศตะวันตก สมมติว่าคนตายและนิมนต์พระมาบังสุกุลตาย แล้วจึงเกลี่ยรูปปั้นเสีย ทำรูปนั้นให้หันศีรษะไปทางทิศตะวันออก สมมติว่าคนเกิด และนิมนต์พระสงฆ์มาบังสุกุลอีกครั้งหนึ่ง แล้วเจ้าภาพเอาดอกไม้เงินดอกไม้ทอง ถ้าไม่มีก็หาดอกมะลิ หรือเงินเหรียญสตางค์ขาวแดงก็ได้ มาโปรยลงบนกระดูกแล้ว ประพรมด้วยน้ำอบน้ำหอม

38.บังสุกุลตายและบังสุกุลเป็น

บังสุกุลตาย นั้นมีปฐมเหตุสืบเนื่องมาจากนางกาลีผู้รับจ้างเผาศพ ในเรื่องมหากาลเถระดังกล่าวมาแล้ว สมัยนั้นนางกุลธิดาคนหนึ่งตายใหม่ ๆญาติจึงนำศพมาจ้างเผา โดยให้เครื่องอุปกรณ์มีฟืนและน้ำมัน เป็นต้น นางกาลีเห็นศพที่กำลังตายใหม่ๆยังสวยงามอยู่ จึงไปนิมนต์พระมหากาลเถระมาปลงพระกัมมัฏฐาน พระเถระนั้นให้เปลื้องเสื้อผ้าออกแล้วพิจารณาตั้งแต่ปลายเท้าตลอดปลายผม เห็นว่ายังเป็นรูปที่ประณีตงดงามอยู่ จึงให้เอาไฟเผาเสียก่อน แล้วสั่งให้ไปบอกในขณะเมื่อศพถูกเปลวไฟจับแล้ว นางปฏิบัติตามอย่างนั้นแล้ว ก็นิมนต์พระเถระมาพิจารณาอีก พระเถระพิจารณาเห็นผิวพรรณของอสุภะซากศพนั้น ถูกไฟคลอกเหมือนแม่โคด่าง เท้างุ้มห้อยลงมา มืองอ หนังหน้าผากถลอก จากนั้นจึงเริ่มพิจารณาถึงความสิ้นความเสื่อมไปแห่งสังขารโดยพระคาถาว่า

อะนิจจา วะตะ สังขารา

อุปปาทะวะยะธัมมิโน

อุปปัชชิตวา นิรุชฌันติ

เตสัง วูปสะโม สุโข.

แปลความว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดความดับเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความระงับสังขารเหล่านั้นเสียได้ ย่อมนำมาซี่งความสุข ดังนี้

พระแล้วเจริญวิปัสสนา ก็ได้สำเร็จแก่มรรคผล พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณ

ด้วยเหตุนี้ จึงได้ใช้พระคาถานั้น เป็นเครื่องพิจารณาร่างกาย ที่ปราศจากวิญญาณแล้ว สืบต่อมาจนถึงกาลปัจจุบันนี้ เรียกกันโยสามัญว่า บังสุกุลตาย

ส่วน บังสุกุลเป็น นั้นมีปฐมเหตุว่า พระเถระรูปหนึ่ง มีร่างกายเป็นต่อมเป็นฝี แตกเป็นน้ำเหลือง ศิษย์ผู้สัทธิวิหาริกและอันเตวาสิกพากันทอดทิ้งไม่มีใครปฏิบัติดูแล ต่อเมื่อพระศาสดาเสด็จไปทรงต้มน้ำซักผ้าประทานให้ ภิกษุทั้งหลายจึงพากันเข้ามารับปฏิบัติดูแลแทน โปรดให้เอาสบงจีวรไปซักผลัดเปลี่ยน และเช็ดถูตัวให้ จนพระเถระมีกายเบา มีจิตเป็นเอกัคคตา พระศาสดาประทับอยู่เหนือศีรษะ จึงตรัสพระคาถาว่า

อะจิรัง วะตะยัง กาโย

ปะฐะวิง อะธิเสสสะติ

ฉุฑโฒ อะเปตะวิญญาโณ

นิรัตถังวะ กะลิงคะรังฯ

แปลความว่า ร่างกายนี้ ไม่นานหนอ จักนอนทับถมแผ่นดิน เมื่อปราศจากวิญญาณก็ว่างเปล่า เป็นราวกับท่อนฟืน หาประโยชน์มิได้ ดังนี้

เมื่อจบพระคาถา พระเถระก็ได้สำเร็จพระอรหัตถผล พร้อมทั้งปฏิสัมภิทาญาณ ด้วยเหตุนี้จึงได้พรรณนาพระคาถานี้ เพื่อเป็นเครื่องพิจารณาร่างกายที่ยังมีชีวิตอยู่ เรียกว่า บังสุกุลเป็น

39.เก็บอัฐิ

เมื่อแปรรูปและบังสุกุลเสร็จแล้ว ก็ให้บุตรหลานเก็บดอกไม้เงินทองที่โปรยไว้นั้น เอาไปใส่ไว้ในที่เก็บเงินเก็บทอง สมมุติว่าเป็นกระดูกเงินกระดูกทอง ไว้ให้พิทักษ์รักษาทรัพย์ และจักได้เป็นเครื่องเพิ่มพูนความเจริญ แล้วเลือกเก็บอัฐิ แขน ขา ตัวและศีรษะ อย่างละน้อยใส่โกศเล็กๆไว้ต่างหาก ส่วนอัฐินอกนั้นและเถ้าถ่านให้จัดเก็บไปรวมไว้หรือฝังไว้ภายใต้ต้นโพธิ์ หรือสร้างอนุสรณ์สถาน หรือถ่วงน้ำตามอัธยาศัย

การเก็บอัฐิเป็นหน้าที่ของบุตรหลานจะพึงช่วยกันเก็บไว้ เพื่อจักได้สักการะบูชาเป็นที่ระลึก และเป็นเหตุให้บำเพ็ญกุศลประจำปี เพื่อเป็นการแสดงถึงกตัญญูกตเวทีต่อไป

ส่วนทางบ้านควรเตรียมโต๊ะบูชาและออกทุกข์ แต่งสีไว้รับอัฐิ วันนี้เป็นวันออกทุกข์ หากประสงค์จะไว้ทุกข์ ก็ควรไว้ในวันต่อไป เมื่อนำอัฐิมาถึงบ้านแล้ว ก็ควรเชิญอัฐิบรรพบุรุษที่อยู่ในบ้านแล้วไปรับอัฐิที่มาใหม่เข้าบ้าน และโปรยสตางค์ทิ้งทานเรื่อยไป จนถึงโต๊ะที่บูชา แล้วเริ่มทำบุญ 7 วันต่อไป

จากวันเก็บอัฐิ การทำบุญ 7วันมี 2 อย่าง บางแห่งก็รอให้ถึง 7 วันเสียก่อนจึงค่อยทำบางรายก็ทำเสียให้เสร็จสิ้นทีเดียว

การทำนั้นนิมนต์พระภิกษุสงฆ์มา 5 หรือ 7 รูป สวดพระพุทธมนต์เย็น รุ่งเช้าถวายอาหารบิณฑบาต แล้วมีเทศน์และบังสุกุลอย่างเดียวกับทำบุญ 7 วัน เมื่อศพอยู่ตอนศพอยู่ที่บ้าน ต่างแต่ให้มีการจัดด้ายสายสิญจน์วงบ้านและถวายให้พระท่านถือสวดเจริญพระพุทธมนต์ด้วยเพราะศพได้เผาไปแล้ว

ประเพณีการทำศพของไทยผู้เคารพนับถือพระพุทธศาสนา เท่าที่บรรยายมาตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ เป็นอันว่าสิ้นสุดลงแต่เพียงเท่านี้.


ตอนที่  ๓ พิธีการทำบุญศพ

สัปเหร่อ  (สับปะเหฺร่อ) คือ ผู้ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการศพตั้งแต่ทำพิธีมัดตราสัง จนกระทั่งนำศพไปฝังหรือเผา สำหรับที่จะนำเสนอใน Ebook คู่มือสัปเหร่อ ฉบับปฏิบัติงาน เล่ม 3 ตอน พิธีการทำบุญศพ กล่าวถึงรายละเอียดในพิธีกรรมต่อเนื่องหลังจากเก็บอัฐิแล้ว ได้แก่  การทำบุญศพ 7 วัน (สวดอนัตตลักขณสูตร) การทำบุญศพ 50 วัน (สวดอาทิตตปริยายสูตร) การทำบุญศพ 100 วัน(สวดธัมมนิยามสูตร) และอานิสงส์การทำบุญ

พิธีการทำบุญศพ

คู่มือสัปเหร่อ ฉบับปฏิบัติการ เล่มที่ 3 มาถึงตอน พิธีทำบุญศพ จะนำเสนอเรื่องการทำบุญ 7 วัน เรื่องการทำบุญ 50 วัน เรื่องทำบุญ 100วัน สำหรับบทสวดพระสูตรที่เกี่ยวกับการทำบุญตามวันเหล่านี้ คือ อนัตตลักขณสูตร (ทำบุญ 7 วัน) อาทิตตปริยายสูตร (ทำบุญ 50 วัน) และ ธัมมนิยามสูตร (ทำบุญ 100 วัน)

ร่างกายของคนตายเรียกว่า ศพ การบำเพ็ญบุญเนื่องในการนี้เรียกว่า ทำบุญศพ มีพิธียิ่งใหญ่กว่ากันตามกำลังทุนทรัพย์ และความสามารถของคณะเจ้าภาพ เริ่มต้นตั้งแต่พิธีอาบน้ำศพ นำศพลงหีบศพแล้วตั้งศพประกอบการพิธีบุญตามศาสนพิธีและประเพณีนิยม ถ้าจะกล่าวตามวาระที่จัดทำก็จัดได้ดังนี้

วาระแรก เมื่ออาบน้ำศพจัดศพลงหีบและจัดตั้งศพเสร็จแล้ว ตอนค่ำก็นิมนต์พระมาสวดอภิธรรม ๔ รูปที่หน้าศพ  เวลาเช้าจัดถวายอาหารบิณฑบาตพระสวดเป็นการบำเพ็ญทาน ในวาระนี้จะมีการสวดทุกคืนจนถึง 7 คืน หรือเพียง 3 คืน ก็สุดแล้วแต่เจ้าภาพจะพอใจทำ แต่ในวาระแรกนี้จัดเป็นงานใหญ่วันหนึ่ง ต่อจากนี้ถึงวาระที่ 2  เรียกว่าทำบุญ 7 วัน(สัตตมวาร วาระที่ 7) นับเป็นงานใหญ่อีกวาระหนึ่ง ตามธรรมดาชาวบ้านเมื่อบำเพ็ญบุญ 7 วันแล้วมักปิดศพ คือ งดการบำเพ็ญบุญพักหนึ่งไปจนถึงบรรจบ 50 วันจึงเปิดศพทำบุญอีก วาระนี้เรียกว่า ทำบุญ 50 วัน (ปัญญาสมวาร วาระที่ 50) เสร็จแล้วก็ปิดศพอีก ไปเปิดศพบำเพ็ญกุศลอีกวาระหนึ่ง เรียกว่า ทำบุญ 100 วัน (สตมวาร วาระครบ 100 วัน)

เรื่องการทำบุญ 7 วัน

การทำบุญ 7 วันนั้น มีมูลเหตุเป็นไปตามสันนิษฐานอย่างคำโบราณว่า “ใน 3 วัน 7 วัน ขอให้ไปผุดไปเกิดเถิด” เป็นคติอยู่ว่า ผู้ตายไปแล้วยังไม่ถือกำเนิดอื่น ได้ในศัพท์ว่า สัมภเวสี แสวงหาที่เกิด ญาติพี่น้องจึงทำบุญ ๗ วัน แผ่ส่วนบุญไปให้โดยมุ่งหมายว่า ถ้าผู้ตายยังไม่ได้ไปสู่สุคติ ก็จักได้รับอนุโมทนาสำเร็จเป็นปัตตานุโมทนามัย เป็นการบุญอย่างหนึ่ง อานิสงส์นี้อาจนำผู้ตายให้สำเร็จคติที่ดีที่ชอบได้ ถ้าผู้ตายไปมีคติอันชอบแล้ว สำหรับญาติพี่น้องก็จักได้หมดความอาลัยอาวรณ์ มักกำหนดนิมิตของผู้ตายภายใน 3 วัน 7 วัน มตินี้กล่าวอิงอาศัย ติโรกุฑฒสูตร เป็นหลัก ในพระสูตรนี้กล่าวถึงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสเทศนาปรารภเปตชนผู้ละ(ตาย)ไปแล้ว ให้พวกเทวดาและมนุษย์ฟัง 7 วัน  บัณฑิตในปางก่อนเมื่ออนุวัตรตามพระศาสดาและสาธุชนเหล่านั้น จึงถือการทำบุญ 7 วันเป็นบุญญกิริยาวัตถุ สิ่งเป็นที่ตั้งแห่งการบำเพ็ญบุญอย่างหนึ่งและทำกันสืบมาจนถึงทุกวันนี้

การทำบุญ 7 วัน มีลักษณะพิเศษ ดังต่อไปนี้

1)ไม่ต้องวงด้ายสายสิญจน์ ไม่ต้องตั้งบาตรน้ำมนต์  พึงตั้งเครื่องบูชาศพ โบราณเรียกว่า เครื่องห้า  คือ ดอกไม้ 3 ธูป 1  เทียน 1  ทำเป็นพุ่มดอกไม้เล็กๆ 3 พุ่มก็ได้  หาเชิงเทียนเล็ก 1 คู่ สำหรับปักเทียนข้างหนึ่ง ปักธูปข้างหนึ่ง รวมใส่พานตั้งไว้ ถ้าเราบูชาศพเอาธูปเทียนหันมาทางเรา  ถ้าให้ศพบูชาพระให้ศีลหรือพระเทศน์ หันธูปเทียนไปทางศพ เป็นวิธีถูกต้องดีมาก

2)พึงตั้งโต๊ะเครื่องสักการะบูชา อัญเชิญพระพุทธรูปปฏิมายกไว้เหนือเครื่องสักการะ พึงจัดแจงปูอาสนะพระสงฆ์ให้เรียบร้อย จัดหมอน หมากพลู บุหรี่ ขันน้ำเย็น และกระโถน วางไว้เท่าจำนวนพระที่ตนนิมนต์มาสวดมนต์เย็น จำนวน 5 องค์บ้าง 7 องค์บ้าง  อย่างมากก็ 10 องค์ เอาขันวางไว้นอกกระโถน ให้อยู่ข้างใน เอาไว้ทางขวาพระ มีอะไรก็พึงทำเท่านั้น แต่จงจัดให้ได้ระเบียบเรียบร้อยเป็นดี

3) เมื่อภิกษุสงฆ์มา ต้องมีคนคอยล้างเท้าให้ พระล้างเองไม่ได้ เพราะน้ำไม่ได้กรอง พระนั่งเสร็จประเคนขันน้ำ พานหมาก ปั้นน้ำชา เมื่อแขกผู้มาในงานนั่งเสร็จแล้ว พร้อมกันแล้ว เจ้าภาพก็จุดธูปเทียน ธูปประมาณ 3ดอก บูชาพระรัตนตรัย อย่างมาก 5 ดอก บูชาพระเจ้า 5 พระองค์ หากมากกว่านั้นจัดว่ามากเกินไปและจุดยากด้วย ครั้นเสร็จแล้วก็พึงกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ 3 หน การกราบนั้น คือ กราบตั้งองค์ 5 ให้หน้าฝาก 1 ฝ่ามือ 2  เข่า 2  จรดพื้น เมื่อกราบอย่างนี้ พึงนั่งคุกเข่า เป็นอันว่าเข่าทั้ง 2 จรดพื้น พึงหมอบลงทอดฝ่ามือที่พื้น แหวกช่องว่างไว้สักหน่อย พึงก้มศีรษะลงตรงช่องนั้น ให้หน้าผากจรดพื้น ครั้นแล้วกล่าวคำขอศีล 5 แล้วพึงว่าตามพระเป็นระยะ ๆ

4).เมื่อรับศีล 5  เสร็จแล้ว พึงกราบด้วยอาการเบญจางประดิษฐ์อีก 3 หน แล้วนั่งคุกเข่า ประนมมืออาราธนาพระปริตร

พระสูตรหรือปาฐะหรือคาถาที่พระสวดในการทำบุญ 7 วัน

1).พระเริ่มขัด ผะริตวานะ เมตตัง ฯลฯ สัคเค จนถึง ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมฺภะทันตา ฯ นั้นเป็นการประกาศให้พระสงฆ์พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายสวดพระปริตร อัญเชิญเทวดายักษ์นาคต่าง ๆในที่ทุกสถานให้มาประขุมฟังธรรม บางเรียกว่า ประชุมเทวดา หรือ ชุมนุมเทวดา ทั้งเป็นการเตือนให้สาธุชนตั้งใจฟังธรรมด้วย วิธีนี้เป็นระเบียบอันดีในพระพุทธศาสนา เมื่อทำกิจการใด ก็ควรเชื้อเชิญท่านที่ตนเครรพนับถือให้มาประชุมเป็นสักขีพยานในกิจการนั้นด้วย ถ้ากิจการนั้นเป็นกิจการสำคัญ ก็ยิ่งต้องการผู้ทรงศักดิ์เป็นประมุขประธานในการประชุม เป็นเหตุป้องกันข้อติดขัดขัดข้อง อันตรายและภัยทำให้กิจการนั้นสำเร็จเรียบร้อยโดยสวัสดี

2)  ต้นสวดมนต์ นะโม 3  หน  ถึงไตรสรณคมน์ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ. ธัมฺมัง สะระณัง คัจฉามิ. สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ. ทุติยัมปิ ฯ ล ฯ ตะติยัมปิ ฯลฯ

นะโม คือ บทนมัสการพระพุทธเจ้า ต่อไปเรียก ไตรสรคมน์ การนมัสการเป็นการประเสริฐ เป็นการประกาศให้ทราบว่าตนนับถือพระพุทธศาสนาด้วยน้ำใจอันบริสุทธิ์ซึ่งเมื่อจะทำกิจการอันใดที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ไม่ว่ากิจการนั้นจะเป็นกิจการวัดหรือกิจการบ้านก็ตาม ต้องกล่าวประณาม (นอบน้อม) พระรัตนตรัย คือ นอบน้อม พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก่อน สามรัตนะนี้เป็นหลักสำคัญมาก พึงสังเกตในกิจการอื่นนอกจากเรื่องสวดมนต์นี้ เป็นต้นว่าในการสมาทานศีล การแสดงธรรม และกิจการอื่นๆ

3) ต่อไปสวด ปัพฺพะโตปะมะคาถา บาลีโดยย่อว่า ยะถาปิ เสลา วิปุลา ฯลฯ เปจจะ  สัคเค ปะโมทะติ ฯ และ อะริยะธะนะคาถา บาลีโดยย่อว่า ยัสสะ สัทธา ตะถาคะเต ฯลฯ สะรัง พุทธานะ สาสะนันติ ฯ 2 คาถานี้ สวดติดต่อกัน ปัพพะโตปะมะคาถา ว่าด้วยความตายเปรียบเหมือนภูเขา ในพระคาถานั้นโดยใจความเป็นดังนี้ว่า เหมือนอย่างว่า ภูเขาล้วนแล้วด้วยศิลาล้วน สูงจรดฟ้า หมุนบดหมู่สัตว์ไปโดยรอบตลอดสี่ทิศฉันใด ชราและมฤตยูก็ย่อมครอบงำสัตว์ทั้งหลายฉันนั้น ไม่เลือกว่าเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ (พ่อค้า) ศูทร(ชาวนาชาวสวน) จัณฑาล(พวกทาสตนใช้) ปุกกุสะ(กรรมกรกุลี) ไม่เว้นใคร ๆไว้ ย่อมย่อมยีทั้งนั้น สมรภูมิสำหรับช้าง ม้า รถ พลเดิน ที่จะเอามาต่อต้านมฤตยูมิได้มี  ใครไม่อาจเอาชนะได้ด้วยเวทมนต์ ด้วยต่อยุทธการ หรือด้วยทรัพย์ บัณฑิตชนผู้ทรงศีลเห็นชัดประโยชน์ตน พึงปลูกศรัทธา คือ ความเชื่อมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  ผู้ใดประพฤติธรรมด้วยกายวาจาใจในโลกนี้  ชนทั้งหลายย่อมสรรเสริญผู้นั้น  ครั้นละโลกนี้ไปย่อมปราโมทย์บันเทิงใจในโลกสวรรค์ ส่วน อริยคาถา นั้น เป็นคาถาว่าด้วย อริยทรัพย์ ทรัพย์นี้ประพฤติได้ในชั้นโลกีย์ ก็เป็นอารยชนคนดีคนประเสริฐ ประพฤติดีจนได้ถึงขั้นโลกุตตระก็เป็นอริยชนเรียกว่า อริยบุคคล ตามนัยในพระพุทธศาสนา ทรัพย์นั้นมีอย่างบ้าง ในพระคาถานั้นแสดงว่า ผู้ใดมีศีลงามบริสุทธิ์ เป็นที่ชอบใจแห่งพระอริยะและท่านสรรเสริญ 1 มีปสาทะความเลื่อมใสในพระสงฆ์ 1 และมีทัศนะ คือ ความคิดเห็นตรงถูกต้อง 1 ปราชญ์ทั้งหลายเรียกผู้นั้นว่า อะทะลิทโท เป็นคนไม่จน ชีวิตของคนนั้นไม่เป็นโมฆะ คือ ไม่เปล่าจากประโยชน์ฉะนั้น ผู้มีปัญญาเมื่อระลึกถึงพระพุทธศาสนา ควรประกอบด้วยศรัทธา ศีล ปสาทะ และทัศนะโดยธรรม ดังนี้ .จบต้นสวดมนต์แต่เพียงเท่านี้.

4) ต่อไปนี้พระผู้สามารถขัด เย สันตา สันตะจิตตา ฯลฯ สะหะ สัพเพหิ ญาติภิฯ ต่อจากนี้ไป มนต์หรือปาฐะที่จะสวด

ตามที่ท่านใช้กันอยู่  ทำบุญ 7 วัน สวดอนัตตลักขณสูตร ทำบุญ ๕๐ วัน สวด  อาทิตตปริยายสูตร  ทำบุญ 100 วัน สวดธัมมนิยามสูตร หรือสติปัฏฐานปาฐะ เป็นพื้น เว้นไว้แต่เจ้าภาพนิมนต์สวดเฉพาะสูตรหรือปาฐะนั้นๆ  หรือแล้วแต่ท่านประธานสงฆ์ในที่นั้นจะปรึกษาพร้อมกัน

บทขัดต้นนั้น เป็นการประกาศขอเชิญเทพเจ้าให้มาประชุมพร้อมกัน เป็นการประชุมใหญ่ ไม่ว่าเทพเจ้าเหล่าใดอยู่ ณ พื้นภูมิภาค อยู่ในวิมานทอง อยู่ ณ ภูเขาเมรุราช อยู่ในโลกธาตุ อยู่ในสรรพจักรวาล หรืออยู่ในพรหมโลกทุกชั้นก็ดี ผู้ขวนขวายในคุณงามความดีมุ่งหมายในทางพระศาสนาแล้ว ขอเชิญมาสมัครสโมสรประชุมพร้อมกันเป็นมหาเทวสมาคม ให้ท่านเหล่านั้นได้อนุโมทนาปสันนาการ อภิรมย์ยินดีในพระศาสนา ป้องกันรักษาให้เป็นกิจพิเศษปราศจากอุปสรรคข้อขัดข้องใดๆ

ส่วนเนื้อความในพระสูตรที่สวดในวาระนั้นๆจะกล่าวไว้ในข้อนี้ก็เห็นว่าเนื้อความมีมากจึงจะต้องการแยกออกต่างหาก โดยขอยกไปกล่าวไว้ตอนท้าย ผู้ต้องการจะทราบเฉพาะเรื่องก็พึงตรวจดูในเรื่องตามลำดับ

5).ปลายสวดมนต์ สวดปฏิจจะสมุปบาทธรรม คือ อะวิชชา ปัจจะยา ฯลฯ นิโรโธ โหติ ฯ แล้วก็สวด พุทธะอุทานะคาถา คือ ยะทา หะเว ฯลฯ โอภาสะยะมันตะลิกฺขันติ ฯ

มีคำอธิบายว่า ธรรมที่มีเหตุอาศัยกันและกันเกิดขึ้นเรียก ปฏิจจสมุปบาทธรรม ในธรรมนั้นมีความว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวล เกิดขึ้นด้วยประการอย่างนี้ สาวออกไปข้างหน้าอย่างนี้เรียกว่า อนุโลม ฯ อีกอย่างหนึ่ง ชรามรณะเป็นต้นมีก็เพราะชาติ ชาติมีก็เพราะภพ ภพมีก็เพราะอุปาทาน อุปาทานมีก็เพราะตัณหา ตัณหามีก็เพราะเวทนา เวทนามีก็เพราะผัสสะ ผัสสะมีก็เพราะสฬายตนะ  สฬายตนะมีก็เพราะนามรูป นามรูปมีก็เพราะวิญญาณ วิญญาณมีก็เพราะสังขาร สังขารมีก็เพราะอวิชชา เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลดับไปด้วยประการอย่างนี้ สาวทวนเข้าไปหาเหตุข้างหลังอย่างนี้เรียกว่า ปฏิโลม ฯ

คำที่พระพุทธเจ้าเปล่งด้วยความเบิกบานพระหฤทัย ชื่อ พุทธอุทานคาถา พระอุทานที่ 1 ว่า เมื่อใดธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้เพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้นความสงสัยทั้งปวงแห่งพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะมารู้ชัดซึ่งธรรมพร้อมทั้งเหตุ พระอุทานที่ 2 ว่า เมื่อใดธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้เพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้นความสงสัยทั้งปวงแห่งพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะมารู้แจ้งซึ่งความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย พระอุทานที่ 3 ว่า เมื่อใดธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้เพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้นพราหมณ์นั้นย่อมกำจัดมารเสียได้ ดำรงอยู่เหมือนพระอาทิตย์ส่องสว่างกลางหาวฉะนั้น

พระอุทานที่ 1 ทรงเปล่งในเวลาปฐมยาม เมื่อทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาทธรรมโดยอนุโลม

พระอุทานที่ 2 ทรงเปล่งในเวลามัชฌิมยาม เมื่อทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาทโดยปฏิโลม

พระอุทานที่ 3 ทรงเปล่งเมื่อทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาทธรรมทั้งโดยอนุโลมและปฏิโลม

6) สวด ภัทฺเทกะรัตตะคาถา คือ อะตีตัง นานวาคะเมยยะ  ฯลฯ สันโต อาจิกขะเต มุนีติ ฯ ใจความในพระคาถานั้นว่า บุคคลไม่ควรนึกถึงอารมณ์ที่ล่วงเลยมาแล้ว ไม่ควรมุ่งหมายฝันใฝ่อารมณ์ที่ยังมาไม่ถึง ส่วนใดที่เป็นส่วนอดีตก็ละเสีย ที่เป็นส่วนอนาคตก็ไม่เอื้อมเอาเข้ามา  พิจารณาอยู่เฉพาะแต่ในส่วนปัจจุบัน ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ได้ในจารีตความประพฤติของพระมหากัสสปะสาวกผู้เป็นใหญ่ว่า กิจใดที่ยังไม่มาถึงก็ไม่เอื้อมเอามา ส่วนที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าก็ไม่ปัดทิ้ง สามารถแทงตลอดปัจจุบันธรรมนั้นอย่างไม่คลาดเคลื่อนเสื่อมคลายได้ ควรเพิ่มพูนใจนึกไว้ดังนี้ ควรรีบทำความเพียรเสียแต่วันนี้ เรื่องของคนเกียจคร้านมักอ้างถึงวันพรุ่งนี้เป็นเลศ(ข้ออ้าง)  เรียกว่าคนผัดวันประกันพรุ่ง  ใครจะรู้ได้ว่าความตายจะมาเยือนในวันพรุ่งนี้  เมื่อความตายมาถึงจะขอผลัดผ่อนกับความตายอันมีเสนาใหญ่ไม่ได้เลย ท่านสัปบุรุษทั้งหลายกล่าวสรรเสริญบุคคลที่รีบทำความเพียรอย่างนี้ ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืนว่า ภัทเทกะรัตโต แปลว่า คนมีราตรีเดียวเจริญ  คือ เป็นผู้ไม่คอยแต่จะให้วันคืนล่วงไปเปล่าๆอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังประพฤติความดีความชอบเป็นสถิติที่ระลึกแห่งชีวิต เป็นสาระประโยชน์ตราไว้ในวันคืนนั้นด้วย

7) สวด อะภะยะปริตร หรือบทส่งเทวดา คือ ทุกฺขัปฺปัตฺตา จะ นิททุกขา ฯลฯ คัจฉันตุ เทวะตาคะตา ฯ ใจความในพระปริตรนั้นว่า สัตว์ทั้งปวง ผู้ถึงซึ่งทุกข์ ขอให้ปราศจากทุกข์ ผู้ถึงภัยขอให้ปราศจากภัย ผู้ถึงโศกขอให้ปราศจากโศก บุญสมบัติซึ่งข้าพเจ้าทั้งหลายจัดแจงกระทำตามสมควรแก่กำลังนั้น ขอเทพยดาเจ้าทั้งหลายจงได้อนุโมทนาชื่นชมยินดีโดยทั่วกัน  เพื่อสัมฤทธิสรรพสมบัติ ขอสาธุชนทั้งหลายจงได้ถวายทานด้วยศรัทธา รักษาศีล ยินดีในภาวนา สำเร็จเป็นทานมัย ศีลมัย ภาวนามัย อันเป็นบุญญกิริยาวัตถุ สิ่งเป็นที่ตั้งแห่งการบำเพ็ญบุญในพระศาสนา ขอเชิญเทวดาที่ได้มาประชุมในการนี้ จงกลับคืนสู่เทวสถานแห่งท่านตามเทวประสงค์

8) สวด มงคลจักรวาฬใหญ่ ตอนท้าย คือ ภะวะตุ สัพพะมังฺคะลัง  ฯลฯ สะทา โสตถี ภะวันตุ เม ฯ นี้เป็นการอวยชัยให้สมกับชื่อว่าเป็น มงคลจักรวาฬใหญ่ ให้ความสวัสดีทุกสิ่งสรรพ์ ใจความในมงคลจักรวาฬใหญ่นั้นว่า ขอสรรพมิ่งมงคลจงบังเกิดมี ขอสรรพเทวดาจงรักษาคุ้มครอง ด้วยอานุภาพแห่งสรรพทุทธเจ้าทุก ๆพระองค์ ด้วยอานุภาพแห่งสรรพธรรมเจ้าทุกประเภท และด้วยอานุภาพแห่งสรรพสงฆ์เจ้าทุกๆท่าน ขอความสวัสดีจงมีแด่ท่านตลอดกาลนานฯ จบสวดมนต์

อนึ่ง ในการทำบุญนั้นๆ ถ้าสวดมนต์จบแล้ว จะมีเทศน์ ๑ กัณฑ์ เพื่อให้แขกผู้ได้รับเชิญมาฟังธรรมพรักพร้อมกัน ตอนค่ำมีสวดพระอภิธรรม รุ่งขึ้นจะเลี้ยงพระเช้าหรือเพลก็ได้  จะถวายเป็นสังฆทานก็ได้ เมื่อพระฉันแล้ว ตอนบ่ายมีบังสุกุล ถ้าประสงค์จัดทำเป็นงานใหญ่เป็นโอฬารบูชา ก็มีงาน 3 วัน แบ่งการสวดมนต์ เลี้ยงพระ มีเทศน์ บังสุกุล และสวดพระอภิธรรมเป็นลำดับไป แต่เป็นการเปลืองทรัพย์และเหนื่อยมาก เหมาะดีสำหรับผู้มีทรัพย์ มีคนงานพรักพร้อม ผู้จะทำจึงควรทำแต่พอประมาณ โดยอนุรูปเหมาะควรแก่โภคทรัพย์และศรัทธา เพื่อให้ หนังสือคู่มือสัปเหร่อเล่ม 3 นี้เป็นเรื่องทำบุญงานศพจึงกล่าวไว้ ถ้ามีเทศน์เจ้าภาพจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยแล้ว กราบด้วยอาการเบญจางคประดิษฐ์ 3 หน อาราธนาธรรมแล้ว พึงตั้งใจฟังพระธรรมเทศนาจนจบ เมื่อเทศนาจบแล้ว ถ้ามีผ้าทอดบังสุกุลก็ทอดผ้าให้พระท่านชักบังสุกุล แล้วจึงถวายสักการะหรือวัตถุไทยธรรมอย่างอื่น ในลำดับนั้นท่านจะสวดอำนวยพร พอท่านตั้งพัดขึ้นว่า ยะถา วาริวะหา ให้ลงมือกรวดน้ำ แล้วพึงประนมมือรับพร พอท่านว่าจบ พึงนั่งคุกเข่ากราบอีก 3 หน เป็นเสร็จพิธีเพียงแค่นี้ ฯ

อะนัตตะลักขะณะสูตร

สำหรับสวดทำบุญ 7 วัน

ในงานทำบุญ 7 วันนั้น บทสวดที่พระสงฆ์ใช้สวด คือ อนัตตลักขณสูตร บทขัดเฉพาะพระสูตรนี้ คือ ยันตัง สัตเตหิ ทุกเขนะ ฯลฯ ตัง สุตตันตัง ภะณามะ เสฯ ความว่า อนัตตลักษณะอันใดควรที่สัตว์ทั้งหลายจะได้รู้โดยความเป็นทุกข์ เป็นเครื่องเพิกถอน อัตตวาทุปาทาน  การถือเราถือเขาด้วยอำนาจมานะและอัตตสัญญา ความสำคัญว่าขันธ์ ๕ ว่าเป็นตน พระพุทธเจ้าประกาศอนัตตลักษณะฉันนั้น แก่ท่านโยคี คือ ภิกษุคณะปัญจวัคคีย์ 5 รูป  ผู้ได้เห็นสัจจะแล้ว เพื่ออบรมญาณอันอุดม เป็นเหตุให้แทงตลอดมรรคผลเบื้องสูงต่อไป ในที่สุดท่านทั้ง 5 นั้น ได้สอดส่องพิจารณาด้วยญาณก็ได้เห็นธรรมมีจิตหลุดพ้นสรรพกิเลสาสวะโดยไม่เหลือเศษ ในบัดนี้ข้าพเจ้าทั้งหลายจะได้สวดอนัตตลักษณะอันนั้น เพื่อให้สำเร็จประโยชน์แก่สาธุชน ผู้ปรารถนากระทำข้อคำสอนในพระพุทธศาสนาโดยส่งใจตามอนุรูปแก่ปัญญาญาณ

ขึ้น  เอวัมฺเม สุตัง เอกัง  สะมะยัง ภะคะวา พาราณะสิยัง วิหะระติ ฯลฯ ลง ปัญจะวัคฺคิยานัง ภิกขูนัง อะนุปาทายะ อาสะเวหิ จิตตานิ วิมุจฺจิงสูติ ฯ

ใจความในพระสูตรนี้ว่า ข้าพเจ้า(หมายถึง พระอานนทเถระ) ได้สดับมาอย่างนี้ว่า สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ   ป่าอิสิปตนมฤคทายวันในจังหวัดพาราณสี ในกาลนั้นพระองค์ได้ตรัสเรียกประชุมภิกษุคณะปัญจวัคคีย์ พระองค์ทรงยกเบญจขันธ์ขึ้นเป็นประธานแห่งอริยสัจแล้วตรัสสอนบ้าง ตรัสซักถามให้ภิกษุเหล่านั้นตอบบ้าง จัดเป็นตอนๆ ดังนี้

ตอนแรก พระองค์ตรัสแสดงยกขันธ์ 5 ขึ้นเป็นประธานว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เบญจขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ  ขันธ์ทั้ง 5 นี้ไม่ใช่ตน ก็ถ้าขันธ์ 5 นี้จักเป็นตนแล้ว ขันธ์ทั้ง 5  นี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธเบียดเบียนป่วยไข้ และเธอทั้งหลายพึงได้ในขันธ์ 5 นั้นตามความปรารถนาว่า ขอให้รูปของเราจงเป็นอย่างนี้ ขอให้เวทนาของเราจงเป็นอย่างนี้ ขอให้สัญญาของเราจงเป็นอย่างนี้ ขอให้สังขารของเราจงเป็นอย่างนี้  ขอให้วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้  อย่าให้รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณของเรา เป็นอย่างอื่นเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะความจริงขันธ์ 5 นั้นไม่ใช่ตนเลย ขันธ์ทั้ง 5 นั้นจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และไม่ได้ในขันธ์ทั้ง 5 นั้นตามความปรารถนาว่า ขอให้รูปของเราจงเป็นอย่างนี้ ฯลฯ ขอให้วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้ อย่าให้รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณของเราเป็นอย่างอื่นไปเลย

ตอนที่ 2 พระองค์ตรัสถามความเข้าใจของพระปัญจวัคคีย์ที่สดับอยู่ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญว่า ขันธ์ 5 นั้นเป็นของเที่ยงหรือไม่เที่ยง

เหล่าภิกษุทูลตอบว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า

ตรัสซักถามต่อไปว่า สิ่งใดๆ ไม่เที่ยง สิ่งนั้น ๆ เป็นทุกข์ หรือสุข

เหล่าภิกษุทูลตอบว่า เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า

ตรัสรวมความถามในที่สุดว่า ก็สิ่งใด ๆ เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอที่พวกเธอจะเห็นตามสิ่งนั้น ๆว่า นั้นรูปของเรา นั้นเวทนาของเรา นั้นสัญญาของเรา นั้นสังขารของเรา นั้นวิญญาณของเรา เราเป็นนรูป เราเป็นเวทนา เราเป็นสัญญา เราเป็นสังขาร เราเป็นวิญญาณ รูปนี้เป็นตนของเรา เวทนานี้เป็นตนของเรา สัญญานี้เป็นตนของเรา สังขารเป็นตนของเรา

เหล่าภิกษุ 4 ตอบว่า ไม่น่าเห็นตามอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า

ตอนที่ 3 ครั้นพระองค์ซักถามภิกษุทั้ง 5 ผุ้ตรองตามพระธรรมเทศนา ได้ความรู้ความเข้าใจพร้อมทั้งเหตุและผลอย่างนี้แล้ว จึงตรัสสั่งสอนเธอเหล่านั้นต่อไปว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล ขันธ์ทั้ง 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีตส่วนที่ล่วงแล้ว เป็นอนาคตส่วนที่ยังไม่มาถึง หรือปัจจุบันส่วนที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าก็ดี เป็นไปในภายใน หรือเป็นไปในภายนอก หยาบหรือละเอียด  เลวหรือประณีต มีในที่ไกลหรือมีในที่ใกล้ก็ดี รูป เวทนา  สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งหมดนี้ เธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงดังนี้ว่า รูปนั้นไม่ใช่ของเรา ฯลฯ วิญญาณนั้นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นรูป ฯลฯ เราไม่เป็นวิญญาณ  รูปนั้นไม่ใช่ตนของเรา ฯลฯ วิญญาณนั้นไม่ใช่ตนของเรา ดังนี้

ตอนที่ 4 พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสอานิสงส์ที่พิจารณาเห็นขันธ์ทั้ง 5 ว่าไม่ใช่ตน เป็นการชี้ชวนปลูกอุตสาหะวิริยะในอันยินดีปฏิบัติตามพระพุทธโอวาทให้เกิดแก่ภิกษุทั้งหลาย ตรัสสรุปว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ศึกษา ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่ายโดยไม่ต้องสงสัยแม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขาร แม้ในวิญญาณ เมื่อหน่ายย่อมสิ้นกำหนัด เพราะสิ้นกำหนัดย่อมหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมเกิดความรู้ว่า  เราได้พ้นแล้ว เธอย่อมทราบชัดอย่างนี้ว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว  ได้ทำกิจเสร็จแล้ว  กิจอื่นที่จำเป็นต้องทำเป็นอันไม่มี ต่อไปนี้เป็นคำลงท้ายพระสูตรว่า ครั้นพระผู้มีพระภาคตรัสคำนี้แล้ว ภิกษุคณะปัญจวัคคีย์ มีจิตปรีดีปราโมช ชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า  ก็และในเมื่อพระองค์ทรงภาษิตเวยยากรณะนี้อยู่ จิตทั้งหลายของภิกษุคณะปัญจวัคคีย์ พ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ดังนี้แล ฯ ความในพระสูตรเท่านี้

เรื่องการทำบุญ 50 วัน

เมื่อครบ 7 สัปดาห์ หรือ 49 วัน ต้องทำบุญให้ตรงกับวันที่ถึงแก่กรรม คือ ผู้ตายถึงแก่กรรมในวันใด ก็ทำบุญเลี้ยงพระในวันนั้น  กิจกรรมและวิธีทำก็อย่างเดียวกับบุญ 7 วัน มีการสวดมนต์ฉันเช้า มีเทศน์และอื่นๆ ตามกำลังของเจ้าภาพอย่างที่ถือเป็นกิจยิ่งกว่าทำบุญ 7 วัน ก็พึงจัดวัตถุไทยทานให้เป็นอดิเรกสักการ การทำบุญ 50 วันนั้น มีมูลเหตุแห่งเรื่องตามความเข้าใจของผู้เขียนว่า บัณฑิตแต่ปางก่อนเป็นผู้มุ่งหมายในบุญญกิริยาอย่างท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เมื่อเด็กหญิงผู้เป็นหลานของท่านทำตุ๊กตาแป้งซึ่งเขาทำสำหรับเด็กเล่นหล่นตกลงแตก หลานนึกว่าตุ๊กตาแป้งนั้นมิชีวิตจิตใจอาลัยอาวรณ์ถึงตุ๊กตานั้นมาก ร้องไห้เสียใจว่าตุ๊กตานั้นตาย ครั้นพระศาสดาได้ประทับอยู่ด้วย เศรษฐีนั่งสนทนาธรรมกับพระองค์ในที่ใกล้ พี่เลี้ยงอุ้มหลานเข้ามาหาทั้งที่กำลังร้องไห้ ท่านเศรษฐีทราบความจึงปลอบโยนว่า จะถวายทานอุทิศกุศลไปให้ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระศาสดา  นิมนต์พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานประมาณ 500 รูปมาฉันในวันรุ่งขึ้น บำเพ็ญเป็นอุทิสทาน พระศาสดาทรงเสวยแล้วกระทำอนุโมทนาตรัสว่า บุคคลผู้ไม่ตระหนี่ปรารภสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เป็นอารมณ์แล้ว หรือปรารภเปตชนผู้ล่วงลับไปแล้ว หวังจะบำเพ็ญปุพพเปตพลีทาน ควรจะบริจาคทานเป็นการบุญดังนี้เป็นต้น  บรรดามหาชนได้ฟังพระธรรมเทศนาต่างมีจิตศรัทธายินดีที่จะบริจาคทานอุทิศถึงผู้ล่วงลับไปแล้ว ในวันต่อมาภริยาของท่านเศรษฐีและคณะญาติได้ประพฤติทานวัตรอย่างนั้นดำเนินตามท่านเศรษฐี  สาธุชนทั้งหลายได้เห็นได้สดับแล้วต่างก็บำเพ็ญมหาทานเป็นการอุทิศแก่เปตชนผู้ล่วงลับไปแล้วตามๆกัน  ประมาณได้ 1 เดือน พระเจ้าปเสนิโกศลพระองค์เคยนิมนต์พระมารับบาตร ณ พระราชนิเวศน์ทุกวันเป็นนิตย์ ทราบว่าพระไม่มาหลายวันจึงเสด็จไปเฝ้าพระศาสดาแล้วทูลถามว่าเหตุไรภิกษุทั้งหลายไม่ไปรับบาตรดังเคย นานวันนับประมาณได้ 1 เดือนนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสบอกเรื่องที่เศรษฐีภรรยาและคณะญาติของเศรษฐีนั้นตลอดจนถึงสาธุชนทั้งหลายได้ถวายทานอุทิศแก่เปตชน พระราชาทรงเห็นว่าเป็นความดีจึงทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายมหาทานเป็นการใหญ่ ทรงดำเนินตามท่านเศรษฐี แม้แต่ชาวพระนครทั้งหลายก็จัดแจงตกแต่งขาทนียโภชนียาหารถวายมหาทานอนุวัตรตามพระราชาเป็นมหากุศลสิ้นเวลาอีก 1  เดือน  ประมวลมหาทานครั้งนี้เป็นไปอย่างมโหฬารประมาณ 2 เดือน อาศัยตุ๊กตาแป้งเป็นมูลเหตุ ปัจฉิมชนชน(คนในภายหลัง) ผู้ฉลาดอาศัยอำนาจแห่งประโยชน์ดังกล่าวมาเป็นทิฏฐานคติ (ตัวอย่าง) จึงจัดการทำบุญแก่ปุพพเปตชนผู้ล่วงลับไปแล้วสืบต่อกันมาถึงกาลวันนี้

อาทิตตปริยายสูตร

สำหรับสวดทำบุญ 50 วัน

บทชัด เฉพาะพระสูตรนี้ คือ เวเนยยะทะมะโนปาเย ฯลฯ ตัง สุตตันตัง ภะณามะ เส ฯ

ความในบทขัดว่า พระพุทธเจ้าผู้บรรลุถึงพระบารมีเครื่องสำเร็จแห่งพระสัพพัญญุตญาณโดยประการทั้งปวงในพระอุบายเป็นเครื่องฝึกเวไนยสัตว์ มีพระพุทธพจน์ไม่เป็นโมฆะ  สั่งสอนเพื่อความรู้ยิ่ง ทรงแนะนำประชาชนโดยธรรม ตามสมควรแก่อัธยาศัยที่ได้รับอบรมมา ทรงเทศนาอาทิตตปริยายสูตรว่าด้วยเรื่องร้อนแก่โยคีภิกษุทั้งพันรูปผู้ควรตรัสรู้ผู้เคยบำเรอไฟเป็นที่ถูกใจของท่านเหล่านั้น ให้ท่านเหล่านั้นผู้สดับหลุดพ้นจากความเป็นอเสขบุคคลในพระศาสนา บัดนี้ข้าพเจ้าทั้งหลายจะได้สวดพระสูตรนั้นเป็นอุบายแห่งทุกขตลักษณะแห่งวิญญูชนผู้ปรารถนาสดับเพื่อสอดส่องพิจารณาด้วยประการฉะนี้

ขึ้น เอวัมเม สุตัง เอกัง สะมะยัง ภะคะวา คะยายัง วิหะระติ คะยาสีเส ฯลฯ ลง ตัสสะ ภิกฺขุสะหัสสะ อุปาทายะ อาสะเวหิ จิตตานิ วิมุจฺจิงสูติ ฯ

ใจความของพระสูตรนี้ว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาดังนี้ สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ตำบลคยาสีสะใกล้แม่น้ำคยา พร้อมด้วยภิกษุ 1,000 รูป(หนึ่งพัน) ในกาลนั้นพระองค์ได้ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาทรงยกอายตนะ 6 ขึ้นเป็นประธานแห่งอริยสัจตรัสสั่งสอน

ตอนแรก พระองค์ทรงยกอายตนะ 6 ขึ้นเป็นประธานแห่งอริยสัจตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน สิ่งทั้งปวงนั้นคืออะไร คือ อายตนะภายใน 6 อายตนะภายนอก 6  นั้นคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นของร้อนอย่างหนึ่ง ดวงตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายถูกต้องโผฏฐัพพะ ใจนึกรู้เรื่อง เมื่ออายตนะภายในและอายตนะภายนอกสิ่งทั้งสองนั้นมากระทบกันเข้าอย่างนี้ เกิดความรู้ขึ้นจัดเป็นวิญญาณ วิญญาณนี้ก็เป็นของร้อนอย่างหนึ่ง  เมื่ออายตนะภายในอายตนะภายนอกและวิญญาณสิ่งทั้ง 3 นี้กระทบกันเข้าเรียกว่าสัมผัส สัมผัสนี้ก็เป็นของร้อนอย่างหนึ่ง สัมผัสนั้นเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนาเป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้างไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง แม้เวทนานั้นก็เป็นของร้อนอย่างหนึ่ง รวมของร้อนมี ๔ คือ อายตนะ วิญญาณ สัมผัส และเวทนา

ตอนที่ 2 พระองค์จะทรงชี้ให้ทราบว่าความจริง คือ อายตนะภายในตนของเรา คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และอายตนะภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์นั้น ต้องเป็นไปตามวิสัย ตาต้องเห็นรูป หูต้องฟังเสียง จมูกต้องดมกลิ่น ลิ้นต้องลิ้มรส กายต้องถูกต้องโผฏฐัพพะ ใจต้องนึกอะไรได้ เป็นธรรมดาอยู่ ถ้าว่าตาเป็นต้นนั้นเป็นของร้อนเสียแล้ว จะดูพระพุทธรูป จะฟังเทศน์ รักษาศีล บำเพ็ญทาน ปฏิบัติธรรม ก็ดูเป็นของร้อนไปหมด ที่กล่าวว่าเป็นของร้อนนั้นก็ด้วยที่มีกิเลสอยู่ภายใน อย่างเดียวกับชนวนแห่งกระแสไฟฟ้านั้น เมื่ออายตนะภายในภายนอกกระทบกันเกิดขึ้นแล้ว น้อมเอามาเกาะเกี่ยวพัวพันด้วยอำนาจกิเลสในจิตจึงเป็นของร้อน ๆเพราะอย่างนี้ ฉะนั้นพระองค์จึงตรัสสอนภิกษุทั้งหลายเป็นสำนวนซักถามต่อไปว่า ร้อนเพราะอะไร? ตรัสเฉลยไขด้วยพระองค์เองว่า ร้อนเพราะไฟ คือ ราคะ ร้อนเพราะไฟ คือ โทสะ ร้อนเพราะไฟ คือ โมหะอย่างหนึ่ง ร้อนเพราะชาติ ชรา และมรณะอย่างหนึ่ง ร้อนเพราะโศก ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสอย่างหนึ่ง รวมไฟที่ให้ร้อน 3 ประเภทด้วยกัน คือ ราคะ โทสะ โมหะ 3 กองนี้ประเภทหนึ่ง ชาติ ชรา มรณะ 3 กองนี้ประเภทหนึ่ง โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ๕ กองนี้ประเภทหนึ่ง แยกนับเป็นกองๆโดยละเอียดได้ไฟคือ กิเลสที่ทำให้ร้อนถึง 11 กอง ไฟทั้ง 11 กองนี้ไม่เฉพาะแต่ไฟกองใหญ่ที่สุดเท่านั้น ยังเป็นกองไฟที่ดับได้ยากที่สุด ควรตรองตาม

ตอนที่ 3 พระองค์ตรัสอานิสงส์ที่ได้พิจารณารู้ชัดว่า อายตนะ วิญญาณ สัมผัส และเวทนา สิ่งทั้งหมดนั้นเป็นของร้อน ร้อนเพราะถูกกิเลสอันเป็นดุจกองไฟใหญ่ทั้ง 11 กองนั้นแผดเผาอยู่ภายใน ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้สดับ เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ย่อมหน่ายแม้ในตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจที่เป็นอายตนะภายในแล้วสืบต่อออกไปในภายนอก ย่อมหน่ายแม้ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ที่เป็นอายตนะภายนอก ซึ่งจะสืบต่อชนวนให้เข้าไปถึงภายใน ย่อมหน่ายแม้ในวิญญาณ แม้ในสัมผัส แม้ในเวทนาทุกๆประการ ข้อที่หน่ายนั้น ไม่ใช่อย่างเบื่อ อึดอัดหรือระอา คนที่เบื่ออารมณ์ เบื่อในชีวิตจนถึงทำอัตวินิบาตกรรมทำลายชีวิตตนนั้นเป็นทางผิดแท้ ข้อที่หน่ายในที่นี้ คือ รู้สึกหน่ายด้วยปัญญาญาณ ไม่ใช่เพราะอัญญาณ บรรยายความว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ อันจรมาทั้งส่วนที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา เกิดรักใคร่ เกิดเกลียดชัง เกิดหลงขี้น เรียกว่ายินดียินร้าย หากยินดีตามใจก็เศร้าหมอง หากยินร้ายตามใจก็เศร้าหมองอีก นี้เกิดเพราะความหลงเป็นปัจจัย มีหลงจึงมีรักมีชัง ถ้าหลงไม่มีรักชังก็มีไม่ได้ ฉะนั้นอริยสาวกผู้ศึกษาอบรมมาแล้ว ท่านจึงว่ามีสติกำหนดว่า ถึงว่ารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์จะผ่านมา เราได้เห็น ได้ยิน ได้ดม ได้ลิ้ม ได้ถูกต้อง ได้นึกคิด ก็ให้รู้ตามเป็นจริงตามสภาพของกามารมณ์นั้น อย่าให้ยินดียินร้ายครอบงำจิตเราได้ จิตของท่านก็สดใส ท่านชื่อว่าย่อมหน่ายในอารมณ์นั้นๆ เมื่อหน่ายสิ้นกำหนัด เพราะสิ้นกำหนัดก็หลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นก็เกิดความรู้สึกว่า เราได้พ้นแล้ว ท่านย่อมทราบชัดดังนี้ว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำ เป็นอันไม่มี ต่อไปนี้เป็นคำลงท้ายพระสูตรวว่า ครั้นพระผู้มีพระภาคตรัสคำนี้แล้ว ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น มีจิตปรีดีโสมนัสชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็แหละในเมื่อพระองค์ทรงภาษิตเวยยากรณะนี้อยู่ จิตทั้งหลายของภิกษุพันองค์นั้น พ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะได้เห็นแจ้งดังนี้แล ฯ ความในพระสูตรเท่านี้

เรื่องการทำบุญ 100 วัน

เมื่อครบ 100 วัน คือ นับแต่วันตายเป็นต้นมา ต้องทำบุญอีกวาระหนึ่ง การทำบุญ 100 วันนี้เป็นภาระให้ยิ่งกว่า 7  วัน และ 50 วัน วิธีจัดและการกุศลอื่นๆตามปกตินั้นก็เป็นไปอย่างเดียวกัน อย่างดีก็จัดให้ใหญ่โตโอฬารยิ่งขึ้นไปกว่า เพราะจะปลงศพในวันนั้นเสียทีเดียวก็ได้ จะปลงศพก่อน 100 วัน เสร็จแล้วทำบุญอัฐิได้เลย ทำบุญ 100 วันและทำบุญ 7 วันรวมเป็นงานเดียวกันก็ได้  เรื่องนี้ก็สุดแต่กำลังศรัทธาและโภคทรัพย์ ส่วนมูลเหตุแห่งการทำบุญ 100 วันนี้ ก็โดยเหตุที่ว่าเป็นการทำบุญติดต่อกันไป ปรารภคุณของผู้มรณะเป็นหลัก นักปราชญ์แต่ปางก่อนท่านสั่งสอนไว้ว่า กุลบุตรเมื่อสั่งสมบุญญกิริยา คือ ทำบุญกุศลอุทิศแก่คนที่ตายแล้ว อย่างที่เรียกว่าทักษิณานุปทาน แปลว่า การตามเพิ่มให้ทักษิณาก็ดี เรียกว่า มตกทาน แปลว่า การอุทิศให้แก่ผู้ตายก็ดี หรือทักษิณาอุทิศเฉพาะบุรพบิดร เรียกว่าปุพพเปตพลีก็ดี พึงทำทานอุทิศผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้ว หรือทำบุญอันใดอันหนึ่งโดยปกติของตนแล้ว พึงอุทิศส่วนบุญให้แก่ผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปุพพเปตพลีทาน เพ่งถึงการบูชาคุณเป็นหลัก ก็เป็นการถูกต้องตามพระศาสนนิยม เพราะเป็นความประพฤติไม่ผิดไปจากธรรม ไม่ผิดไปจากพุทธสมัย นักปราชญ์แต่ปางก่อนเห็นอำนาจประโยชน์อย่างนี้ จึงได้บัญญัติการอุทิศส่วนบุญให้ว่า บุญญกิริยาวัตถุประการหนึ่ง ข้อนี้จะได้นำมาสาธกด้วยความในพระบาลีอาทิตตยสูตร มีความว่า บุคคลที่ต้องตายเป็นธรรมดา เมื่อระลึกถึงประโยชน์ที่ตนได้แล้ว โภคะเราได้บริโภคแล้ว ชนที่เราต้องเลี้ยงเราก็ได้เลี้ยงแล้ว เราได้ผ่านพ้นอันตรายแล้ว ทักษิณาทานอันมีผลอย่างสูงเราได้ให้แล้ว แม้พลีกรรม ๕ เราก็ได้ทำแล้ว สมณะผู้ทรงศีลผู้สำรวมเป็นพรหมจารีเราก็ได้บำรุงแล้ว ประโยชน์ใดที่บัณฑิตผู้ครองเรือนจะพึงได้จากโภคทรัพย์สมบัติ ประโยชน์นั้นได้ถึงแล้วโดยบริบูรณ์ เราไม่ได้ทำกรรมซึ่งจะตามเผาผลาญให้เดือดร้อนในภายหลังดังนี้แล้ว เป็นผู้ตั้งอยู่ในอริยธรรม คือ ศีล 5 ศีล 5 นี้ได้ชื่อว่าอริยธรรมเพราะพระอริยเจ้าปรารถนายิ่งนักและเป็นที่รักของท่าน แม้ท่านจะไปภพอื่นใดท่านก็ไม่ละศีล 5 นั้น ในโลกนี้และเทวโลกทั้งหลายย่อมสรรเสริญ บุคคลผู้ปฏิบัติเช่นนั้นครั้นเขาละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมปราโมทย์ยินดีในสวรรค์ดังนี้ อนึ่ง การทำบุญ 50 วัน หรือทำบุญ 100 วันนี้ เป็นการสักการะบูชาศพโดยวาระ ถ้าเอาศพไว้เฉย ๆไม่ทำบุญสุนทร์ทานเอาไว้ตั้ง 50 วัน 100 วัน หรือครบรอบปีนั้น นับว่าเป็นการประมาทจืดชืดไปไม่สู้จะดี และไม่หมดห่วงใย คนมีกำลังทรัพย์กำลังคนน้อยก็ทำแต่น้อย เท่าที่จะทำได้ไม่ควรทิ้งไว้ให้นานนัก

ธัมมนิยามสูตร

สำหรับทำบุญ 100 วัน

บทขัดเฉพาะพระสูตรนี้ คือ ยัง เว นิพพานะญาณัสสะ ฯลฯ สุตตันฺตัง ภะณามะ เส ฯ

ความว่า ญาณที่เป็นไปในเบื้องต้นแห่งนิพพานญาณ ธรรมที่เป็นอารมณ์แห่งญาณนั้น ๆ คือ ธรรมนิยามนี้ อันได้แก่ อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา พระสูตรใดอันเป็นสัมพุทธภาษิต ซี่งประกาศพระไตรลักษณ์นั้น บัดนี้ข้าพเจ้าทั้งหลายจะสวดพระสูตรนั้นตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง เพื่อให้สาธุชนได้ปฏิบัติโดยอุบายที่ชอบด้วยพิจารณาโดยปัญญาญาณ

ขื้น เอวัมฺเม สุตัง เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตฺถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน อะนาถะปิณฑิกัสสะ อาราเม

ลง อิทะมะโวจะ ภะคะวา อัตฺตะมะนา เต ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันฺทุนติ ฯ

ใจความในพระสูตรนี้ว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร อันเป็นอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวาย ใกล้เมืองสาวัตถี ในสมัยนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสสั่งสอนธรรมโดยปกติ และมีคำเรียกขานดังนี้ ตรัสเรียกภิกษุว่า ภิกขะโว ภิกษุทั้งหลายขานรับว่า ภทันเต นี้เป็นการเทศนาโดยปกติ

ในตอนแรก พระองค์ทรงยกพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกฺขัง อนัตตา ตรัสสั่งสอนว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตเจ้าจะทรงเกิดขึ้นก็ดี หรือไม่ทรงเกิดขึ้นก็ดี ธรรมธาตุ ธรรมฐิติ ธรรมนิยาม อันหมายเอาสภาวะกฎธรรมดาของโลกนั้นก็ดำรงอยู่ กฎธรรมดานั้นว่า สัพเพ สังขารา อนิจจา สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นสภาพที่ไม่เที่ยง ข้อนี้เป็นกฎธรรมดาของโลกประการหนึ่ง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตเจ้าทั้งหลายจะทรงเกิดขึ้นก็ดี หรือไม่ทรงเกิดขึ้นก็ดี ธรรมชาติ ธรรมฐิติ ธรรมนิยาม อันหมายเอากฎธรรมดาของโลก นั้นก็ดำรงอยู่ กฎธรรมดานั้นว่า สัพเพ สังขารา ทุกขา สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ ข้อนี้เป็นกฎธรรมดาอีกประการหนึ่ง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตเจ้าทั้งหลายจะทรงเกิดขึ้นก็ดี หรือไม่ทรงเกิดขึ้นก็ดี ธรรมชาติ ธรรมฐิติ ธรรมนิยาม อันหมายเอากฎธรรมดาของโลก นั้นก็ดำรงอยู่ กฎธรรมดานั้นว่า สัพเพ สังขารา อนัตตา สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นสภาพมิใช่ตน ข้อนี้เป็นกฎธรรมดาอีกประการหนึ่ง รวมเป็นกฎ ๓ ประการดังนี้

ตอนที่ 3 พระองค์ตรัสถึงผู้ค้นพบกฎธรรมดานั้นด้วยตนแล้วนำมาเผยแผ่ ประกาศเป็นทางกุณาอย่างสูง ไม่เฉพาะแต่ให้สำเร็จประโยชน์แก่ตนฝ่ายเดียวเท่านั้น ยังเป็นประโยชน์เกื้อกูลบรรดามนุษย์ประชากรทั้งหลายทุกถ้วนหน้า ซึ่งตรองตามกฎธรรมดานั้นด้วย ในพระสูตรนั้นตรัสว่า พระตถาคตเจ้าตรัสรู้ดี ตรัสรู้เองซึ่งกฎธรรมดานั้น ๆตามภาวะที่เป็นจริงอย่างเดียว ครั้นพระองค์รู้ดีรู้ชอบด้วยพระองค์เองก่อนแล้วนำมาบอก กล่าว เทศนา ทรงบัญญัติ ตั้งระเบียบ เปิดเผย จำแนก ทำให้เข้าใจง่ายดังนี้ว่า

สัพเพ สังขารา อนิจจา

สังขารทั้งหลายทั้งปวง เป็นสภาพไม่เที่ยง

สัพเพ สังขารา ทุกขา

สังขารทั้งหลายทั้งปวง เป็นสภาพเป็นทุกข์

สัพเพ ธัมมา อนัตตา

ธรรมทั้งหลายทั้งปวง เป็นสภาพมิใช่ตนดังนี้

อธิบายว่า สังขารทั้งปวงในที่นี้ หมายถึง สังขารที่มีใจครองและไม่มีใจครอง เป็นไปในภูมิ ๓ คือ กามาพจร รูปาพจร

อรูปาพจร ว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงในที่นี้ หมายเอา ธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๔ คือ กามาพจร รูปาพจร อรูปาพจร โลกุตตระ ว่าไม่ใช่ตัวตน ต่อไปนี้เป็นคำลงท้ายพระสูตรว่า ครั้นพระผู้มีพระภาคตรัสคำนี้แล้ว ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น มีจิตปรีดีโสมนัส ชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้แลฯ ความในพระสูตรเท่านี้

อานิสงส์การทำบุญ

การถวายภัตตาหาร วัตถุไทยธรรมแด่พระสงฆ์ การสมาทานศีล มีจิตคิดเว้นตามปฏิญาณ การสวดมนต์ การเทศนา และการฟังธรรม เหล่านี้นับว่าเป็นบุญ ผู้ที่จะให้ทานนั้นพึงรู้จักตัวบุญ ถ้าไม่รู้จักตัวบุญก็จะเห็นไปว่าให้ทานไม่เห็นได้อะไร มีแต่เสียไปอย่างเดียว คำที่ว่าเสียไปนั้น ได้แก่ ไฟไหม้ ปลวกกัด พลัดตกน้ำ หายไป การให้ทานไม่มีเสียมีแต่ได้ คือ เราผู้ให้ก็ได้ให้ ท่านผู้รับก็ได้รับ คำที่ว่าเสียไปเปล่านั้น จะมีที่ไหนในการให้ทาน เพราะการได้ให้และได้รับมีขึ้นในวัตถุอันใด วัตถุอันนั้นเป็นตัวบุญ เพราะเป็นเครื่องชำระมลทิน คือ ความตระหนี่ที่มีโลภะเป็นมูล จึงเป็นบุญใหญ่บุญโตนักหนา การรักษาศีลเป็นการอบรมมารยาท ปลูกใจให้มีเมตตาปรานีต่อสัตว์ทั้งหลาย เป็นการไม่เบียนเบียนผู้อื่นด้วย การไม่ก้าวร้าวหลอกลวงผู้อื่นด้วยวาจาด้วย การถือศีลนั้นมีจำกัดแคบหรือกว้างตามฐานะของตน สุดแต่ให้สำเร็จประโยชน์ได้เป็นดี อย่าถืองมงาย ดุจเขาเย้ยหยันว่า ถือไม่ฆ่าสัตว์ ไม่อาจป้องกันบ้านเมือง กายมีศีล วาจามีศีลเป็นปกติแล้ว มารยาทก็ดีขึ้น ผู้มีมารยาทดี ย่อมไม่เป็นที่รังเกียจแก่ผู้อื่น ผู้มีศีลย่อมปราศจากเวรภัย คนหมดเวรภัย ความสะดุ้งหวาดเสียวแห่งจิตเป็นอันไม่มี เมื่อจิตสงบดีแล้วก็ได้รับความสุขสดชื่นแจ่มใสสุขใจ เช่นนี้แหละเป็นตัวบุญ ส่วนภาวนาการอบรมดวงจิตเล่า การสวดมนต์นับว่าเป็นภาวนา มีประโยชน์ทั้งแก่ผู้สวดทั้งแก่ผู้สดับ ปากว่าใจนึกตามไปด้วย  ผู้ฟังก็ฟังด้วยกำหนดตามไปด้วย อย่าส่งจิตใจไปอื่น ต้องให้จิตนึกที่คำสวด อย่างนี้เป็นการอบรมชั้นสูง ถ้ายิ่งรู้ความแห่งบาลีนั้นๆด้วยแล้ว ก็ยิ่งสวดเพลินฟังเพลิน เป็นการอบรมจิตทางภาวนา เจริญอานาปานสติกัมมัฏฐานได้บุญมาก ผู้ปรารถนาความหมายในบาลีที่ท่านสวด พึงเล่าเรียนศึกษาหรือเมื่อการทำบุญเกิดขึ้นแล้ว พึงกำหนดตามพระบาลี และเนื้อความดังกล่าวมาข้างต้น ก็จะเป็นมหากุศลมิใช่น้อย อย่างไรก็ดีการฟังพระธรรมนั้นเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็ให้ตั้งใจฟัง เพราะพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นของที่ลึกซึ้งอยู่ ให้ตั้งศรัทธาความเชื่อว่า ฟังสวดฟังเทศน์ได้บุญ ลงไว้เป็นหลักแก้ใจก่อนเป็นประการสำคัญ ดังตามเรื่องแห่งพระธรรมบทที่ท่านแสดงไว้ว่า พระสงฆ์ท่านพากันไปทำความเพียรอยู่ในถ้ำ เวลาเช้าๆเย็นๆท่านสวดพระอภิธรรมเสมอ พวกค้างคาวได้ฟังเสียงพระสวด ก็เกิดความยินดีร่าเริง ครั้นตายจากชาติเป็นค้างคาว ก็ได้ไปเกิดเป็นเทพบุตรเทพธิดา เสวยทิพยสมบัติอยู่ในวิมานสวรรค์ เห็นจะเอานิทานเรื่องนี้เป็นเหตุกระมัง ในประเทศของเรา ถ้ามีคนตายลงก็ต้องนิมนต์พระไปสวดพระอภิธรรมเป็นแบบแผนสืบมาจนตลอดทุกวันนี้ ค้างคาวไม่รู้เรื่องอะไรได้แต่มีความความยินดีเท่านั้นยังได้เสวยทิพยสมบัติ สำมะหาอะไรในพวกเราผู้เป็นมนุษย์เป็นบุรุษหรือสตรี มีอุปนิสัยพออบรมกันได้พูดกันได้ ก็อาจรู้เรื่องรู้ความในพระบาลีนั้นๆถ้าตั้งใจหมั่นฟังไปบ่อยๆก็คงเป็นคนฉลาดขึ้นได้ อนึ่ง การฟังนั้นควรเชื่อจึงเชื่อ ไม่ควรเชื่อก็อย่าเพิ่งเชื่อก่อน ให้เอาไปตรองให้เห็นจริงด้วยปัญญาของตน แล้วจึงเชื่อและทำตาม นี้เป็นหลักเครื่องตัดสินธรรม นอกจากนี้แล้วก็ควรกำหนดให้เข้าใจ คำว่าบุญนั้นเป็นชื่อของความสุข ได้ยินชื่อว่าบุญๆสุขๆก็ชื่นแช่มแจ่มใสปราโมทย์ คำพูดว่ามีบุญจึงได้สืบมาแต่การกระทำของเรากว้างออกไปถึงชาติก่อน แคบเข้ามาถึงในชาตินี้ จึงนับว่าเป็นสำคัญ บุญอยู่ที่ไหนก็อยู่ที่ตัวเรานี่เอง บาปอยู่ที่ไหนก็อยู่ที่ตัวเรานี่เอง สวรรค์อยู่ในตัวของเรา สวรรค์ แปลว่า โลกมีอารมณ์ดีหรือมีอารมณ์เลิศ อย่าไปตู่คนโบราณนักจะไม่ดี หรือนรกก็เชื่อไว้ดีกว่า หากไม่มีเราก็ไม่ต้องไป หากมีเราไม่ทำบาป เราก็ไม่ต้องไป ไม่เห็นจะเสียหายอะไรนัก การที่จะโทษว่าพระไม่บอกนั้นไม่ได้ เพราะสมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์พยายามเปิดเผยความรู้เห็นที่แจ่มแจ้งจริงจังอยู่ในใจ ออกประกาศดังผู้สามารถหงายของคว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง จุดประทีปให้สว่างขึ้นในที่มืดฉะนั้น พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเลือกสรรหยิบยกข้อธรรมขึ้นพร่ำสอน อ้างอุทาหรณ์ปลุกใจให้ผู้สดับฟังเห็นจริง อาจหาญจนจิตแจ่มใสในขณะนั้น มีอาการเช่นเดียวกับน้ำในมหาสมุทร ต้องด้วยพุทธนิพนธภาษิตว่า

ยะถาปิ ระหะโท คัมภีโร

วิปปะสันเน อะนาวิโล

เอวัง ธัมมานิ สุตวานะ

วิปฺปะสีทันติ ปัณฑิตา.

ความว่า ห้วงน้ำอันลึก ใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว แม้ฉันใด บัณฑิตได้ฟังธรรมแล้ว ย่อมแจ่มใสฉันนั้น

ความสุขก็ปรากฏอยู่ด้วยกันในขณะที่จิตแจ่มใส ทั้งความเอิบอิ่มเบิกบานใจก็ประมวลมา ทั้งปัญญาก็ส่องให้ตรองเห็นตาม ทำเนื้อความแห่งภาษิตให้ซาบซ่านถึงใจ เป็นคุณชาติอันเป็นกำลังปกครองภายใน ซึ่งได้แก่ปกครองตนเอง มีความยำเกรงละอายต่อทุจริต มีโอตตัปปะ ความสะดุ้งกลัวต่อความผิดธรรม นำให้เว้นการที่ควรเว้น ประพฤติแต่การที่ควรประพฤติ ซึ่งเป็นตัวศาสนา สำเร็จการปกครองมีอานุภาพอันมั่นคง ทำให้ผู้มีศาสนาธรรมเป็นผู้มีสัจจะสุจริตซื่อตรงทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ ถึงแม้ถึงคราวต้องตกอับก็ยังสามารถรักษาคุณธรรมไว้ได้ ผู้ใดได้ดื่มธรรมานุศาสน์ผู้นั้นย่อมมีสุขและมีความรื่นรมย์ยินดีในธรรมเป็นนิจนิรันดร์ ต้องด้วยพจนประพันธ์ว่า

ธัมมะปีติ สุขัง เสติ

วิปปะสันเนนะ เจตะสา

อริยัปปะเวทิเต ธัมเม

สะทา ระมะติ ปัณฑิโต.

ความว่า ผู้เอิบอิ่มในธรรม ย่อมอยู่เย็นเป็นสุข มีใจสดใสรื่นรมย์ ในธรรมที่พระอริยเจ้าประกาศแล้ว ทุกเมื่อ ดังนี้

การฟังและการศึกษาธรรมจึงเป็นหน้าที่ของกัลยาณชนทุกสมัยทุกเพศทุกวัย จะซัดทอดว่าการเข้าวัดฟังธรรมไม่ใช่หน้าที่ของฉัน ไม่ใช่เรื่องของคนหนุ่มสาว เป็นเรื่องของคนแก่เฒ่า เป็นหน้าที่ของปู่ยาตายาย ผู้ไม่เข้าใจทางวัดก็ซัดไปว่าเป็นเรื่องของวัด เป็นหน้าที่ของพระท่าน เราจะยุ่งด้วยไม่ได้ พระท่านก็จะซัดให้บ้างว่า นี่เป็นเรื่องของชาวบ้าน เป็นหน้าที่ของฆราวาสเขา แต่ว่าท่านผู้เป็นสัปบุรุษท่านไม่เบื่อหน่ายต่อการฟังธรรมและการศึกษาธรรม เพราะการฟังธรรมและการศึกษาธรรมนั้น เป็นเครื่องเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติธรรมดาได้แจ้งชัด เป็นกุญแจสำหรับไขข้อติดขัดออกให้รู้เห็น หากจะเป็นสิ่งยุ่งเหยิงลึกซึ้งและยากเย็นอย่างเช่นเรื่องกายและเรื่องใจนี้ ก็ไม่เป็นการสุดวิสัยแห่งการฟังและการศึกษาสำเหนียกตาม ยิ่งพยายามศึกษาก็ยิ่งได้ความตามเหตุผล ทนต่อความเพ่งพินิจไปไม่ได้ ซึ่งก็คล้ายกับการถลุงโลหธาตุที่อาจเป็นของจริงตามชนิด แม้ทีแรกจะมีสนิมหรือมีโลหะอย่างอื่นเข้ามาปกปิดกำบังไว้ ก็อาจจับตัวจริงได้จนสิ้นสงสัย นับว่าเป็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่ไพศาล การบริจาคทาน การรักษาศีล การอบรมภาวนา การศึกษาธรรม การปฏิบัติธรรม จึงจัดว่าเป็นการบำเพ็ญบุญ เพิ่มพูนความสดชื่นแจ่มใสแห่งชีวิตจิตใจแก่ผู้บำเพ็ญให้เป็นไปโดยนัยดังกล่าวมานั้นตลอดกาลนาน

เพราะฉะนั้น สาธุชนเมื่อมาปรารภถึงท่านผู้มีคุณมีมารดาบิดาเป็นต้น แล้วบำเพ็ญกุศลอุทิศส่วนบุญให้ ก็ชื่อว่าก่อกตัญญุตาคุณให้บริบูรณ์ในจิต เมื่อปรารภถึงสัตว์อื่นที่ได้เสวยทุกข์เบื้องต้น แล้วบำเพ็ญอุทิศส่วนกุศลให้ ก็ได้ชื่อว่าทำเมตตากรุณาให้บังเกิดขึ้นในจิต เป็นกุศลวิเศษจากกุศลที่ได้บำเพ็ญโดยปกติ อีกอย่างหนึ่งนั้น ถ้าได้น้อมนำอรรถธรรมนั้นๆไปปฏิบัติด้วยตนเองให้ยิ่งขึ้นไปด้วยแล้วก็จะเป็นความดีมิใช่น้อย ได้ชื่อว่าสักการะบูชาพระศาสดาด้วยปฏิบัติบูชาอันเป็นบูชาอย่างยิ่ง ก็จักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระพุทธศาสนาโดยแท้ แม้พระศาสนาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะวัฒนาถาวร เป็นอุดมภรณ์ประดับสำหรับประเทศชาติ สามารถในอันอภิบาลบำรุงรักษาสาธุชนผู้นับถือพระพุทธศาสนาให้ปราศจากความทุกข์ ให้ประสบแต่ความสุขความเจริญโดยธรรมิกอุบายที่ชอบตลอดจนทุกสิ่งทุกประการ.

=========================================

ตอนที่ 4  พระปรมัตถ์ (กลอนสวด)

พระปรมัตถ์ เป็นกลอนสวดโปราณ ซึ่งคัดจากสมุดไทยโบราณ กระดาษขาวตัวดำ ที่ยากจะหาอ่านได้จากที่ใดๆ บทสวดนี้กล่าวถึงชีวิตหลังตายของคนเรา ว่าเมื่อตายแล้วเราจะได้พบกับสิ่งใดบ้าง สิ่งใดไปกับเราได้ สิ่งใดไปกับเราไม่ได้ เป็นต้น อันเป็นการยืนยันคติทางพระพุทธศาสนาว่า คนเราเมื่อตายไม่ได้ตายแล้วตายเลย และไม่ได้สิ้นสุดกันแค่เชิงตะกอนที่ป่าช้า ทว่าจะต้องเผชิญกับชีวิตหลังตายด้วยกันทุกคน

พระปรมัตถ์

@ข้าขอประนม....................ก้มกราบบังคม

ไหว้พระศาสดา...................อันเป็นนาบุญ

ผลาญราคราคา....................นานไปเมื่อหน้า

จึงได้นฤพาน

@ประนมก้มเกล้า.............ไหว้พระธรรมเจ้า

อันเป็นแก่นสาร ................นำสัตว์ทั้งปวง

ล่วงพ้นบ่วงมาร.................ให้เป็นแก่นสาร

เดชะพระธรรม์

@ประนมชมชื่น...............ใจข้าหันหืน

ไว้พระอรหันต์.................ที่ล่วงลับไป

มากเหลืออนันต์..............ทั้งพระอรหันต์

แปดสิบพระองค์

@ข้าไหว้ทั้งสาม............. ปัญญาอันงาม

มโนจำนง.........................ขอกล่าวนิยาย

โดยข้าประสงค์................อันตรายจงปลง

ให้แห้งเหือดหาย

@หิ ดังวิตถาร................. พระทศพลญาณ

โปรดอภิปราย.................. ชื่อพระปรมัตถ์

สอนสัตว์ทั้งหลาย.............ได้ฟังนิยาย

จะเกิดศรัทธา

@ผู้ใดได้อ่าน ...................ปรนนิบัตินมัสการ

ชื่นบานหรรษา.................วางบนเตียงตั่ง

นั่งสวดเถิดนา...................นอนสวดชั่วช้า

จักเป็นเดียรฉาน

@ปรมัตถ์วินัย ..................อาจารย์แปลไว้

พระเจ้าบรรหาร................สืบสืบกันมา

เวลาช้านาน...................... พระเจ้าแจ้งการ

สอนสัตว์ทั้งหลาย

@หญิงชายทั้งปวง........... มาคิดเป็นห่วง

ด้วยทรัพย์มากมาย........... ครั้นว่าดับจิต

ชีวิตทำลาย....................... สิ่งสินทั้งหลาย

ห่วงไว้ไม่ต้องการ

@เกิดมาเป็นคน.............. ไม่สร้างกุศล

จำศีลให้ทาน..................  สงวนทรัพย์ไว้

เคร่าองไม่เข้าการ............ ทำบุญให้ทาน

เกียจคร้านหนักหนา

@เป็นคนโง่เง่า................ มีทรัพย์เสียเปล่า

ไม่เอาออกมา.................. มิได้ใส่บาตร

ประมาทหนักหนา...........พระสงฆ์ลีลา

คลุมบาตรเดินจร

@ท่านมาโปรดสัตว์.............ตามพุทธบัญญัติ

พระเจ้าสั่งสอน....................มิได้เลื่อมใส

น้ำใจอาวรณ์........................หูตาควักซ้อน

นินทาพระสงฆ์

@พระเจ้าบัญญัติ..................ให้เที่ยวโปรดสัตว์

แทนต่างพระองค์................ ควรฤานินทา

ค่อนว่าพระสงฆ์.................. ท่านเนื้อเชื้อวงศ์

ของพระศาสนา

@ถึงว่ายากไร้.......................ไม่มีสิ่งใด

อย่าได้นินทา....................... เสียแรงได้พบ

สบพระศาสนา.................... อย่าเหินเมินหน้า

ว่าไรไม่ดี

@ท่านเที่ยวโปรดปราน.......ตามตรอกซอกบ้าน

สำรวมอินทรีย์.................... ถึงใส่มิใส่

ว่าไรใครมี.........................  กลับมากุฎี

อยู่ที่อาศัย

@มากน้อยไม่ว่า................. ฉันพอเป็นยา

ปนมัตถ์ภายใน................... สวดมนต์ภาวนา

อุตส่าห์แผ่ไป.....................เช้าค่าร่ำไร

ควรฤานินทา

@ท่านเที่ยวไปโปรด......... ควรฤามากล่าวโทษ

ถ้อยคำวาจา..................... หยาบช้ากล้าหาญ

รุกรานนินทา................... หลวงเถรเณรบ้า

ตั้งหน้าขอทาน

@ตัวไม่เลื่อมใส............... นินทาว่าไร

ถี่ถ้วนทุกประการ............. ท่านมาโปรดสัตว์

กลับว่าขอทาน.................. ไอ้เปรตเดียรฉาน

ป่วยการเกิดมา

@ท่านทำตามกิจ................ ฤามึงไม่คิด

แกล้งริษยา......................... ท่านเที่ยวโปรดไป

ควรใครสัทธา..................... ฤามีงนี้หนา

ลูกไอ้เดียรถีย์

@มึงไม่เกรงใจ.....................สงฆ์นี้ลูกใคร

ว่าได้ว่าดี............................. โอรสพระเจ้า

เผ่าพระมุนี........................... มึงไม่ยินดี

มึงนี้ริษยา

@เกิดมาอย่างนี้ ...................ให้หนักบัญชี

เสียทีเกิดมา .........................เหมือนไม่ได้สบ

พบพระศาสนา.................... ติฉินนินทา

บุตรพระชินสีห์

@นินทาด่าสงฆ์.................. เหมือนนินทาองค์

แห่งพระมุนี....................... โปรดไว้ศาสนา

ถ้วนห้าพันปี....................... สงฆ์เถรเณรชี

เป็นเนื้อเชื้อวงศ์

@ใครเป็นเช่นนี้................. สมเด็จพระไมตรี

สั่งมามั่นคง.........................ใครพลั้งใครพลาด

ประมาทพระสงฆ์.............. ไม่พบพระองค์

เมื่อท่านเสด็จมา

@สมเด็จพระเมตไตรย ......สั่งพระมาลัย

บอกชาวโลกา.................... ศีลพระเร่งจำ

ฟังธรรมเทศนา.................. มหาชาตินี้นา

คาถาถ้วนพัน

@วันเดียวให้จบ............... ฟังไปให้ครบ

จบสิบสามกัณฑ์............... แล้วอย่านินทา

ว่าสงฆ์เดียดฉันท์............. ท่านวงศ์พงศ์พันธุ์

ของพระศาสดา

@สั่งมาถ้วนถี่ ..................ใช่แต่เท่านี้

มากมายหนักหนา.............แต่พอระงับ

ประดับปัญญา ..................เราท่านเกิดมา

พึงได้เข้าใจ

@ท่านผู้รู้แท้ ...................ปัญญากล้าแก่

เห็นทุกข์เห็นภัย............... ตังใจใส่บาตร

ไม่ขาดเนืองไป................ สัทธาเลื่อมใส

ในพระศาสนา

@วันพระน้อยใหญ่.......... ชักชวนกันไป

ทำบุญวัดวา.................... อังคาสพระสงฆ์

อันทรงศีลา..................... วันเข้าพรรษา

วันมหาสงกรานต์

@ทำบุญอย่าคิด ..............อันว่าชีวิต

ไม่พ้นพระกาฬ................อุตส่าห์ทำบุญ

เพิ่มพูนสมภาร................ให้เร่งคิดอ่าน

ทำการกุศล

@ให้คิดรำพึง.................. ความตายมาถึง

จึงทำร้อนรน................... เมื่อยังสบาย

เกลียดอายกุศล................ ความตายถึงตน

จึงทำลนลาน

@พระยามัจจุราช............. ท่านนี้องอาจ

ร้ายกาจสาธารณ์.............. โกรธเกรี้ยวเรี่ยวแรง

กล้าแข็งห้าวหาญ.............. เข้าบุกรุกราน

หักหาญเอาไป

@จะทำกรงเหล็ก .............โตใหญ่ไม่เล็ก

ตัวเข้าอยู่ใน...................... กำแพงป้องกัน

เป็นชั้นออกไป.................. แต่ละชั้นสูงใหญ่

เปรียบด้วยคีรี

@ถึงจะเข้มขัน.................. กล้าแข็งแทงฟัน

ตัวกลั่นตัวดี....................... รบพุ่งยั่งยืน

หอกปืนไม่หนี................... แต่ล้วนตัวดี

พิทักษ์รักษา

@ถึงจะป้องกัน .................สักเจ็ดร้อยชั้น

รีพลโยธา.......................... พระยามรณัง

ไม่ฟังใครว่า...................... กริ้วโกรธโกรธา

พิโรธคือไฟ

@วิชาความรู้.................... อันเคยช่วยชู

เมื่อคราวมีภัย................... ลูกเมียเกลื่อนกล่น

ผู้คนข้าไท....................... ยิ่งอยู่ดูได้

ไม่ช่วยเล่านา

@เงินทองทำไว้ ..............มิเอาออกให้

แทนตัวอาตมา................ นอนนิ่งกลิ้งอยู่

พิศแต่ตา.......................... ลูกเมียไม่ว่า

บนบานแก้ไข

@เมื่อแรกยังดี ................ทรัพย์สินทั้งนี้

รักล้นพ้นใจ................... ลูกเมียมีอยู่

ว่าดูเป็นไร..................... เงินทองกองให้

แลกความมรณา

@มั่งมีอย่างไร............... เงินทองกองให้

สูงเทียมเกศา ..................พระกาฬนี้ไซร้

มิได้เมตตา..................... ยากร้ายไม่ว่า

ผู้ดีเข็ญใจ

@ถึงมีความรู้  ...............จะเอาออกสู้

ต่อยุทธชิงชัย............... กับด้วยพระกาฬ

กล้าหาญเหลือใจ.......... แต่ก่อนเคยได้

มีชัยทุกที

@ร่ำเรียนป้องกัน.......... อยู่คงกระพัน

อยู่ฟันไม่หนี................. ความรู้วิชา

หามาดีดี........................ มีอิทธิฤทธี

มิพ้นมรณา

@ความรู้ท่วมหหัว........ ไม่ป้องกันตัว

รักษาชีวา....................... โอ้ว่าทีนี้

เห็นทีมรณา................... พระกาฬท่านว่า

จะพาตัวไป

@กูเอ๋ยทีนี้...................... เห็นว่าชีวี

จะม้วยบรรลัย ................ทรัพย์สินเงินทอง

ข้าวของสิ่งไร................. ช้างมาข้าไท

ใครจะรักษา

@ลูกเมียทั้งหลาย............ ข้าหญิงข้าชาย

วัวควายไร่นา................... แต่ล้วนของกู

ไม่อยู่รักษา..................... ใครจะนำพา

รักษาปกครอง

@เอาไปมิได้................... สั่งเสียเมียไว้

แก้วแหวนเงินทอง........... ตัวพี่หาไม่

ทรามวัยนวลละออง..........แม่ลูกปกครอง

ค่อยเลี้ยงรักษา

@ลูกเมียพรั่งพร้อม............ พิไรให้สั่ง

มานั่งซ้ายวขวา................... กอดจูบลูบไล้

รำไรโศกา........................... พ่อนี้มิช้า

เห็นหน้าสืบไป

@ความรักหนักหน่วง.........ลูกเมียทั้งปวง

เป็นห่วงเป็นใย.................. พิศแลดูหน้า

น้ำตาลามไหล................... สั่งลูกเมียไว้

ค่อยอยู่จงดี

@อย่ามีผัวใหม่.............    บวชเรียนให้ได้

เข้าเป็นนางชี................... ลูกน้อยลูกใหญ่

อย่าได้โบยตี.................... ลูกเต้าทั้งนี้

ค่อยเลี้ยงรักษา

@คิดถึงลูกน้อย............... ยังไม่รู้ถ้อย

จะคร่ำครวญหา................ ว่าพ่อไปไหน

เมื่อไรจักมา...................... ร่ำไรไห้หา

พ่อข้าไปไหน

@ไม่เห็นบิดร................... ร่ำไรไห้อ้อน

วอนแม่พาไป.................... พอคิดขึ้นมา

น้ำตาลามไหล................... พ่อนี้มิได้

อยู่เลี้ยงรักษา

@เมื่อพ่อหาไม่................... จะเรียกหาใคร

ว่าเป็นบิดา...................... นับวันจะไกล

พ่อไม่ได้มา.................... อยู่เถิดลูกยา

กับพระชนนี

@พ่อนี้ขอลา ...................อยู่ด้วยมารดา

โรคาอย่ามี....................... ค่อยเลี้ยงรักษา

ลูกข้าจงดี ........................แม่อย่าด่าตี

ลูกนี้จะโศกา

@ลูกผิดอย่างไร............... อย่าตีด้วยไม้

ค่อยเลี้ยงรักษา .................แตกฟกตกใจ

หลั่งไหล่หยูกยา............... น้ำหูน้ำตา

อาบหน้ายู่ยี่

@จะไปหาใคร................. เมื่อพ่อหาไม่

ตายไปเป็นผี.................... ลูกในอุทร

สั่งสอนจงดี..................... สอนสั่งทั้งนี้

อย่ามีโทษา

@ลูกน้อยลูกใหญ่............ มือสอดกอดไว้

ร่ำไรโศกา........................ พิไรให้สั่ง

ฝากฝังลูกยา...................... น้องเด็กเล็กกว่า

พ่ออย่าด่าตี

@อย่าขู่รู่น้อง.....................ตีด่าขัดข้อง

น้องจะหมองศรี.................ถึงน้องผิดชอบ

ปลอบเอาแต่ดี....................อย่าได้โบยตี

น้องนี้จะตกใจ

@ปกปักรักร้อง................ จะกินสิ่งของ

เห็นน้องร้องไห้................. พ่อจงแบ่งปัน

ของนั้นให้ไป.................... น้องเห็นแต่ได้

ตามใจให้ดี

@แก้วแหวนเงินทาอง........ ปันกันพี่น้อง

ข้าวของอันมี...................... อย่าทุ่มเถียงกัน

อย่างนั้นไม่ดี...................... สุดแต่ชนนี

เป็นที่ปรึกษา

@ข้าของทั้งนั้น ...................อย่าช่วงชิงกัน

วิวาทโกรธา......................... เห็นกันพี่น้อง

ปรองดองปรึกษา................. วัวควายช้างม้า

ทาสาทาสี

@อันแม่กับลูก ....................ใจพันผูก

รักลูกให้ดี ...........................ทุกข์ร้อนสิ่งไร

เจ็บไข้ปรานี .......................อย่าได้ราคี

เสียดสีเจรจา

@พ่ออย่ากล่าวเกลี้ยง.......... ว่าแม่ลำเอียง

ทุ่มเถียงมารดา..................... กระแทกแดกดัน

หุนหันโกรธา....................... อย่าให้มารดา

ของเจ้าโศกศัลย์

@ให้คิดปรองดอง................. สามสี่พี่น้อง

ร่วมท้องเดียวกัน.................. ผิดขอบหนักเบา

อย่าเอาโทษทัณฑ์ ................ยากเย็นเห็นกัน

เมื่อตกเข็ญใจ

@ปรกติริรอม...................... พ่อจงอดออม

ข้าวของสิ่งไร........................ถ้าใครผิดพลั้ง

หยุดยั้งชั่งใจ......................... เจ้าเกิดร่วมไส้

อุทรเดียวกกัน

@แม้นน้องว่าพี่.................... เกิดกรรมตามที

พี่อย่าเดียดฉันท์ ....................ครั้นว่าตัวผิด

ถอยคิดไม่ทัน....................... เลือดงดอดกัน

อย่างนั้นจึงดี

@น้องผิดครั้งใด.................... พี่บ้างพลั้งไป

โทษภัยอย่ามี.......................... เห็นกันยากไร้

จงได้ปรานี............................ พ่อสั่งทั้งนี้

อย่ามีโมหันธ์

@อย่าคุมความโกรธ............. ยืดยาวกล่าวโทษ

โกรธเคียดเดียดฉันท์............. มีสุขทุกข์ภัย

จะได้เห็นกัน......................... นอกไส้ไปนั้น

 พ่ออย่าไว้ใจ

@ถ้าน้องได้ยาก..................... จะมาออกปาก

พึ่งพาอาศัย .............................จนเงินจนทอง

น้องตกเข็ญใจ........................ ยืมหยิบยื่นให้

น้องบ้างเถิดรา

@ถ้าน้องได้ดี....................... จงเห็นแก่พี่

ร่วมท้องมารดา..................... ขัดสนจนใจ

ยากไร้มาหา ..........................อย่าเมินเหินหน้า

พ่อย่าทิ้งกัน

@พ่อสอนถ้วนถี่ ...................ใส่ในเกสี

ลูกรักจอมขวัญ ......................เติบใหญ่ได้เมีย

พ่ออย่าเสียกัน........................ รักลูกผูกพัน

พ่อนั้นจะเป็นผี

@เป็นห่วงหน่วงหนัก............ ตัวเองไม่รัก

จักสิ้นชีวี................................ ไม่คิดรำพึง

ถึงพระชินสีห์........................ สั่งไว้ทั้งนี้

กี่ปีจะได้มา

@คุณพระทั้งสาม................... ประทีปอันงาม

สอดส่องโลกา......................... จักได้เห็นคุณ

บุญพระศาสนา........................ ครั้นสิ้นชีวา

นำหน้าตนไป

@มาห่วงหน่วงหนัก................พะวงหลงรัก

ลูกเมียทำไม.............................จงตั้งวิญญาณ์

ภาวนาเรื่อยไป.........................ลูกเมียนั้นไซร้

ช่วยได้แต่เป็นคน

@ครั้นว่าตายไป.......................ลูกเมียข้าไท

ไม่ไปกับตน ............................บุญบาปสิ่งใด

ทำไว้เมื่อต้น.............................จะตามส่งผล

จนถึงเมืองผี

@จะตามไปได้......................... นำหนทางไป

แต่พระชินสีห์ ..........................ลูกเมียนี้ไซร้

ช่วยได้ไม่มี ..............................คุณพระชินสีห์

สู่ที่เมืองสวรรค์

@จะใกล้ดับจิต .......................เป็นไรไม่คิด

เอาจิตผูกพัน............................ หนทางอันใด

จะไปสวรรค์............................ ที่ห่วงบ่วงนั้น

ละเสียอย่านาน

@หนทางทั้งสี่........................ หลงไปทางนี้

เห็นมิเป็นการ .........................ผิดทางสวรรค์

ทางนั้นกันดาร........................ ทางเปรตเดียรฉาน

นรกอสุรกาย

@หน่วงหนักรักเมีย .................ละห้อยละเหี่ย

ด้วยเมียเสียดาย........................ ลืมเสียคุณแก้ว

ผิดแล้วโยหมาย....................... สู่ทางอบาย

อสุรกายเดียรฉาน

@เอาดวงปัญญา .....................เป็นพระขรรค์คมกล้า

ฤทธาห้าวหาญ........................ ตัดบ่วงห่วงใย

 ขาดไปห้าประการ...................ตัดบ่วงสงสาร

ขาดกันทันที

@ตัดบ่วงมิได้......................... วางจิตผิดไป

สู่ในเมืองผี.............................. ลูกเมียข้างหลัง

พร้อมพรั่งอยู่ดี........................ สุขเกษมเปรมปรีดิ์

ตัวนี้จะมรณา

@เป็นผีนี้ไซร้.......................... ทรัพย์สินสิ่งไร

มิได้นำมา ...............................กระดูกกับเนื้อ

เป็นเหยื่อแร้งกา...................... ย่อมเป็นภักษา

หมูหมาตามกิน

@ถ้าพาไปได้.......................... รูปเรานี้ไซร้

ทั่วทั้งกายิน............................ อนิจจังสูญเปล่า

เน่าถมแผ่นดิน ........................รูปเราทั้งสิ้น

ยังไม่ตามไป

@เมื่อยังเป็นคน ....................อันการกุศล

ออกชื่อเมื่อไร....................... ทำบุญแต่ละเฟื้อง

กลัวจะเปลืองเข้าไป............. นอนกลิ้งอยู่ใย

จึงไม่นำพา

@ทำไว้ให้เขา ..................... เหนื่อยตัวเสียเปล่า

เกียกกายมาหา..................... มิได้ออกปาก

เหนื่อยยากเลยนา .................เป็นข้าตัณหา

จนสิ้นชีวา

@หลงรักเสียเปล่า................. เขาจะโศกเศร้า

ไม่ถึงครึ่งปี.......................... จะคิดถึงคุณ

ทำบุญสักที.......................... ครั้นตายหลายปี

ไม่มีอาลัย

@นับวันนับคืน...................... หาไม่ได้อื่น

รวมจิตพิศมัยท .......................ความรักนี้แล

เที่ยงแท้เมื่อไร ........................หาอื่นชื่นใจ

เขาไม่ใยดี

@รับคำสั่งไว้ .........................อยู่ภายหลังไซร้

จะบวชเป็นชี......................... จะส่งบุญให้

ลงไปเมืองผี........................... คอยบุญหลวงชี

เห็นมิเป็นการ

@ตั้งจิตให้มั่น......................... ตัดเสียจงพลัน

ซึ่งห่วงสงสาร......................... ใครจะช่วยได้

ห้ามไว้พระกาฬ...................... ไม่เห็นตัวท่าน

อยู่แห่งหนใด

@เบญจขันธ์ทั้งห้า ..................ยืมเขาเอามา

อย่าได้นอนใจ .......................เจ้าของเขทวง

ล่อลวงต่อไป .........................ทวงแล้วมาใหม่

หลายครั้งหลายครา

@ครางอยู่ออออ ...................เรียกหาแม่พ่อ

จะสิ้นชีวา............................ ทุรนทุราย

สยายเกศา..........................  โอ้ครั้งนี้นา

 เห็นจะบรรลัย

@เรียกหาโน่นนี่.................. คนโน้นคนนี้

กลิ้งเกลือกเสือกไป............. พลิกซ้ายพลิกขวา

น้ำตาลามไหล..................... เสือกซอนอ่อนไป

ไม่เป็นสมปฤาดี

@ตาหูดูแข็ง .......................ผมชันฟันแห้ง

 เรี่ยวแรงไม่มี .....................พูดจาไม่ออก

 กลิ้งกลอกเกศี ....................จะสิ้นชีวี

บัดนี้แลนา

@เสมหะปะทะไว้ ...............ปิดทางหายใจ

ปิดในวิญญาณ์.................... ชักแหงนแอ่นกลับ

งับไปงับมา .........................พุทโธ่อนิจจา

เวทนาเหลือใจ

@รนรายตายยาก .................ลืมตาอ้าปาก

มิใคร่จักไป.......................... ธาตุดับทั้งสี่

เป็นผีทันใจ.......................... แข็งดังท่อนไม้

จากในสงสาร

@เมื่อนั้นสมเด็จพระกาฬ .......เข้าบุกรุกราน

หักหาญเข้าผูกคอไป

@ลูกเมียห้อมล้อมอยู่ไสว......  นิ่งอยู่ดูใจ

เป็นไรมิติดตามมา

@เขามัดเขารัดตรึงตรา...........ลูกเมียแลดูตา

มิช้าเขาก็เอาไป

@ลูกเต้าเฝ้าอยู่ดูใจ................. เห็นนิ่งแน่ไป

บัดใจก็รู้ว่าเป็นผี

@ร้องไห้ไม่เป็นสมปฤาดี........ กลิ้งเกือกตามที

เกศีเข้ารองบาทา

@ครวญคร่ำร่ำไรไปมา............. เจ้าประคุณลูกอา

ลูกยาจะพึ่งใคร

@เจ็บไข้ได้ทุกข์สิ่งใด............... ลูกจะแลเห็นใคร

อุ่นใจเหมือนดังบิดร

@ทีนี้ทุกข์โศกโรคร้อน............ ใครจะผันผ่อน

บิดรของลูกมาบรรลัย

@ทุ่มทอดกอดตีนเข้าร่ำไร......... โอ้แต่นี้ไป

ลูกไม่ได้เห็นบิดา

@ลดเลี้ยวเที่ยวแลหา .................ไม่เห็นบิดา

ลูกยามาคิดวังเวงใจ

@ทีนี้ผิดชอบสิ่งไร.................... หนักเบาเล่าไซร้

ร่ำไรให้รักบิดา

@พี่น้องพวกพ้องซ้ายขวา ...........ชวนกันเข้ามา

เอาน้ำมาอาบด้วยดี

@ลูกเต้าเข้าขวนล้างสี.................. แขนขาตามที

ลูกนี้ขอสมา

@กราบลงกับเท้าบิดา.................. ผิดพลั้งแต่หลังมา

ลูกขอโทษพระบิดร

@ฝูงคนเขาช่วยอยู่สลอน.......... ยกวางให้นอน

ผ้าผ่อนเขาพันกายา

@ผูกคอผูกมือบาทา ..................รัดรึงตรึงตรา

อนิจจาเขาทำตามที

@เคี้ยวหมากเอาใส่ปากผี............ เงินทองตามที

อันมีเขาใส่ปากไป

@เขาผูกเขาพันทันใจ ...................ต่างคนต่างไป

ทิ้งไว้ให้นอนเหยียดกายา

@ลูกเต้าเขาไม่เข้าหา ..................เขากลัวอาตมา

เห็นหน้าแต่ฝูงแมลงวัน

@แมลงหหวี่อวดดีขยัน.............. โผนไล่ชิงกัน

แมลงวันมันไล่ชวนตี

@เสียดายกายดูเล็กสิ้นดี.............. เท่ากันกูไม่หนี

กูนี้มิเข็ดขามใคร

@แมลงวันได้ยินก็บินไป .............ต่อยุทธชิงชัย

จับได้มันถองสองสามตึง

@แมลงหวี่ทำหน้าทมึงทึง ............ถูกถองสองสามตึง

โกรธขึ้งก็ด่าแต่ในใจ

@ชิงกันกินเลือดหนองไหล ...........บินว่อนร่อนไป

กินหนองที่ไหลเรียงรัน

@ฝ่ายว่าฝูงคนก็มากัน ....................ยกใส่โลงนั้น

ชวนกันมาเอาผีไป

@เดินนำให้ถือหม้อไฟ ................ลูกเมียร้องไห้

ก็ไปยังวัดเร็วรา

@ครั้นถึงจึงเข้าปรึกษา ................นิมนต์ฑระสงฆ์มา

เรียกหาเภสัชไส่พาน

@ครั้นถึงจึงเข้ากราบกราน ......... ประนมสมภาร

ดิฉันนิมนต์บังสุกุล

@อันดับทั้งองค์พระคุณ.............. นิมนต์บังสุกุล

พระคุณไปยังเชิงตะกอน

@พระสงฆ์มานั่งอยู่สลอน ...........รับศีลรับพรรับพร

ยอกรขึ้นเหนือเกศี

@เลื่อมใสน้ำใจยินดี ....................แจกทานตามมี

บุญนี้ให้แก่บิดา

@สมภารท่านก็ให้ยถา................. กรวดน้ำกรุณา

มิช้าก็กลับไปยังกุฎี

@ฝูงคนเรียกหากันอึงมี่ ................สัปเหร่อคนดี

มีดพร้าเข้าหาครบครัน

@สัปเหร่อจึงเข้ามาพลัน.............. เข้ากลุ้มรุมกัน

ห้ำหั่นเอาฟันตามที

@แล่เนื้อเชือดเถือตามมี.............. กลิ้งกลางพระธรณี

เถือผีออกให้เป็นทานกา

@สัปเหร่อจึงร้องเรียกหา............ ว่าเหวยแร่งกา

มังสาจะให้เป็นทาน

@เมื่อนั้นหมู่แร้งกา ..................อืออึงมาบินทะยาน

ครั้นถึงมิทันนาน...................... เข้าจิกกินเป็นภักษา

@แร้งกากลุ้มรุมตัว .................เข้าจิกหัวจิกลูกตา

ตัวหนึ่งพึ่งบินมา..................... เข้าเยื้อคร่าไม่ปราศรัย

@ลางตัวมันขยัน..................... ปากมันนั้นคมเหลือใจ

จิกสิ้นจิกตับไต .......................ลากเอาไส้ขุดออกมา

@ตัวหนึ่งจิกลิ้นขาด............... บินวูดวาดไปเวหา

บินไปบ้างบินมา.................... กินอิ่มแล้วไปรวงรัง

@นกตระกรุมไอ้หัวเหม่........ เดินโซเซมาทีหลัง

หัวหูดูน่าชัง ...........................ดินทีหลังแดนแร้งกา

@แข้งขายังติดกัน.................. เขาจึงฟันโยนออกมา

คาบได้ไปเวหา...................... บินร่อนมาด้วยฉับพลัน

@กระดูกตกเรี่ยราย ..............คนทั้งหลายจึงชวนกัน

เก็บเข้าเผาเสียพลัน................ กระดูกนั้นเป็นผงคลี

@เผาแล้วเขากลับไป............. ทิ้งตนไว้ป่าช้าผี

นอนอยู่กลางอัคคี...................ป่าช้าผีไม่เห็นใคร

@แร้งกาบินว้าว่อน............... หมูหมาหอนลิงโลดใจ

บ้างร้องบนต้นไม้.................. พูดจอแจกินซากผี

@จักจั่นแลเรไร ....................ร้องจับใจในราตรี

เฉื่อยเฉื่อยเสียงชะนี............... ร้องริ้งรี้วังเวงใจ

@นกเค้าแลนกแสก.............. เสียงร้องแรกแสกบินไป

น่ากลัวเย็นหัวใจ..................... เซ็งแซ่ไปป่าช้าผี

@คิดมาน่าลิงโลด................... คนเดียวโสดในราตรี

ครั้นว่าตายเป็นผี .....................ให้เร่งคิดอนิจจา

@เงินทองสะสมไว้ .................ครั้นตายไปมิได้มา

เสียเปล่าไม่เข้ายา .....................สังขาราไม่ยืนนาน

@เวียนตายและเวียนเกิด.......... เอากำเนิดในสงสาร

อายุไม่ยืนนาน .........................จงคิดอ่านสร้างกุศล

@ยมบาลท่านทั้งสี่ ...................เอาบัญชีไว้ทุกคน

เมื่อตายมาวายชนม์ ..................เอาจับมัดผูกคอไป

@เขาถามเมื่อเป็นคน ...............ทำกุศลสิ่งอันใด

เขารู้อยู่เต็มใจ ..........................เขาเขียนไว้ในบัญชี

@บอกเราให้จ่งแจ้ง.................คีบเหล็กแดงบ่ปรานี

บอกเราให้ถ้วนถี่.....................ตัวเรานี้จะขอฟัง

@จะใคร่บอกกุศล................. ด้วยบาปตนสร้างแต่หลัง

บาปกรรมเข้ากำบัง............... ไม่ว่าสร้างสิ่งกุศล

@ฆ่าสัตว์ให้จำตาย ..............มาซื้อขายเลี้ยงเมียตน

มิได้ทำกุศล.......................... เมื่อเป็นคนนั้นเลยนา

@ยมบาลเข้าตบตี.................. ฟังคดีทาสตัณหา

เองทำเขาหนักหนา................ มิรู้โทษที่เป็นไป

@เขาถือร้องขอโทษ.............. เจ็บปวดโลดเพียงขาดใจ

เขาจึงตรึงลงไว้...................... เชือดเนื้อได้ให้กินเอง

@ตัวเขามีชีวิต .......................มึงไม่คิดทำข่มเหง

ฆ่าสัตว์ไม่กลัวเกรง.............. ตัวของเองร้องไยนา

@เขาตีดิ้นหรุบหรุบ............. ค้อนเหล็กทุบแหลกไปมา

ตายไปมิทันช้า...................... เกิดขึ้นมาบัดเดี๋ยวใจ

@ฆ่าสัตว์ไม่ปรานี................. ตัวมึงนี้อย่าสงสัย

มึงทำเขาอย่างไร................... กูแจ้งใจอยู่ทุกอัน

@แทงสัตว์ดิ้นขวักไขว่ .........มิทันตายเข้าเถือพลัน

กูทำให้เหมือนกัน................. ยิ่งกว่านั้นอย่าสงกา

@คีมเหล็กลุกเป็นไฟ............ คีบลิ้นได้ลากออกมา

ลิ้นมึงช่างเจรจา...................... เสียดสีว่าด่าพระสงฆ์

@ลิ้นมึงช่างล่อลวง................. คนทั้งปวงให้ลุ่มหลง

ลิ้นมึงไม่ซื่อตรง..................... ให้เขาหลงด้วยวาจา

@ค้อนเล็กเขาทุบปาก .............คีมกระชากลิ้นออกมา

เขาสับเป็นริ้วปลา ....................คีมเหล็กนั้นลุกคือไฟ

@เขาเอาน้ำทองแดง ...............ลุกเป็นแสงกรอกเข้าไป

ร้อนเร่าเผาตับไต ....................พุงแลพะไส้ขาดออกมา

@กินเหล้ามิได้เว้น .................ทุกเช้าเย็นเป็นอัตรา

เป็ดไก่ไล่เอามา...................... เป็นภักษากินเข้าไป

@มึงกินเนื้อของเขา ...............ตัวมึงเล่าให้หนำใจ

ตัวเขานั่นกระไร..................... มึงมิได้เวทนา

@ฆ่าสัตว์ให้พลัดคู่ .................ที่ยังอยู่โศกโศกา

ตัวเดี่ยวเที่ยวร้องหา ................เวทนาเขาพลัดกัน

@ฆ่าสัตว์แม่วอดวาย.............. ลูกทั้งหลายให้กระสัน

ฆ่าสัตว์ให้พลัดกัน .................แม่ลูกนั้นเวทนา

@ทำเขามึงไม่คิด ...................เอาชีวิตของเขามา

กินเล่นเป็นภักษา ...................มึงนี้อย่าได้ปรารมภ์

@กูรู้อยู่เต็มจิต........................มึงนี้คิดแต่นิยม

กูทำให้สาสม.......................... อย่าปรารภให้เสียใจ

@หม้อเหล็กเคี่ยวเดือดพล่าน.. ยมบาลทอดลงไป

ย่อยยับดับบรรลัย .................กรรมนั้นไซร้เป็นขึ้นมา

@เกิดขึ้นในเปลวไฟ............. ย่อยยับไปไม่มรณา

บัดเดี๋ยวเป็นขึ้นมา................. มิทันช้าเป็นจุณไป

@น้ำทองแดงเดือดฉ่าฉ่า........ ลุกขึ้นมาเป็นเปลวไฟ

ขัดปากกรอกเข้าไป................ ตัวมึงไซร้กินสุรา

@ไส้พุงเป็นจุณไป ................ด้วยเปลวไฟขาดออกมา

ปอดตับเป็นภักษา.................. ย่อมมรณาด้วยเปลวไฟ

@ตายแล้วไปเวียนตก............ ในนรกมิพ้นไป

เดือนปีเรานี้ไซร้.................... เปรียบมิได้แค่พริบตา

@วันหนึ่งเห็นสวรรค์ ............มาเปรียบกันกับมนุสสา

ร้อยปีเรานี้นา .........................มิทันช้าถึงครึ่งวัน

@วันหนึ่งในนรก ..................ขุมหนึ่งตกลงเปรียบกัน

ร้อยปีที่สวรรค์...................... ไม่ถึงวันหนึ่งเลยนา

@ปีเดือนนับเหมือนกัน.........ไม่เร็วพลันเหมือนโลกา

เข็ดหลาบบาปนี้นา................ไปเมื่อหน้าสร้างกุศล

@เมื่อยังมิได้มา ....................ปรารถนาทุกตัวตน

เมื่อได้เกิดเป็นคน ............สร้างกุศลให้หนักหนา

@บุญเราที่ทำไว้............... เกิดมาได้ดังจินดา

ได้พบพระศาสนา ............จึงได้มาเกิดเป็นคน

@ลางทีเกิดเสียเปล่า......... เกิดมาเล่าไม่เป็นผล

ลางทีเป็นนิครนถ์.............. แขกฝรั่งวิลันดา

@เกิดมาดังนี้ไซร้ ..............เกิดมาไยไม่เข้ามา

เสียทีได้เกิดมา................... ไม่รู้ว่าแก้วทั้งสาม

@สิ่งใดมิได้รู้ ....................รำพึงดูตามเนื้อความ

สงสัยให้ไต่ถาม .................ตามเนื้อความท่านกล่าวมา

@ตั้งใจมาหาแก้ว.............. มาพบแล้วมินำพา

ตั้งใจจะมาหา .....................จึงได้มาปฏิสนธิ์

@บุญนั้นเข้ามาชักพา........ จึงได้มาเกิดเป็นคน

ไม่รู้ว่ากุศล .........................มายกตนอหังการ์

@ครั้นมาได้พบแก้ว........... ลืมเสียแล้วมินำพา

มาหลงด้วยตัณหา ..............เสียทีเกิดมาเป็นคน

@จะได้เป็นมนุษย์ .............ยากที่สุดร้อยพันหน

ได้เกิดมาเป็นคน................ เพราะกุศลชักนำพา

@เกิดมาเป็นคนหลง.......... มางวยงงด้วยตัณหา

อายุน้อยหนักหนา.............. มิทันช้ามาบรรลัย

@เกิดมาดังฟ้าแลบ............. ขึ้นมาแปลบแล้วหายไป

เหมือนหนึ่งเข้าอาศัย........... หยุดร่มไม้ในศาลา

@เกิดมาไม่ช้านัก ................ดังหยุดพักร่มพฤกษา

เหมือนหนึ่งเราเกิดมา........... ยุดพฤกษาบัดเดี๋ยวใจ

@สวดแล้วให้รำพึง.............. คิดให้ถึงแล้วสวดไป

คนดีที่เลื่อมใส...................... เห็นแจ้งใจในปัญหา

@คนพาลอ่านเสียเปล่า.......... คนรู้เล่าใส่เกศา

คนพาลอ่านหลับตา ...............เล่าคนบ้าว่ารำคาญ

@อ่านแล้วมิเข้าใจ .................คนนั้นไซร้ไอ้คนพาล

ตัวมันให้ห้าวหาญ.................. เที่ยวเกี้ยวพานจึงพอใจ

@สวดเล่นแต่สนุก ................ไม่เห็นทุกข์สนุกไป

ไม่รู้ว่าสิ่งไร........................... จะสวดไปให้ป่วยการ

@ตัวมึงไอ้คนโฉด .................ไม่เห็นโทษในสงสาร

น้ำใจไอ้คนพาล....................... ถึงจะอ่านไม่ใยดี

@พอใจสวดโสวัด ...................ใจถนัดข้างโลกีย์

คนชั่วเอาตัวหนี .......................ไม่ยินดีที่สั่งสอน

@สวดไยใจไม่ตั้ง.................... ท่านผู้ฟังนั่งหาวนอน

คนพาลอย่าสั่งสอน................. ไม่โอนอ่อนสอนคนพาล

@มันชั่วแต่กำเนิด ..................ชั่งมาเกิดให้ป่วยการ

เหมือนหนึ่งสัตว์เดียรฉาน...... ไม่เข้าการหนักธรณี

@ฤามึงเป็นลูกหลาน .............เหล่าคนพาลใจเดียรถีย์

โคตรเผ่าเหล่ามึงนี้ .................ไม่ยินดีพระศาสนา

@ที่เขาเหล่าใจบุญ .................เชื้อสกุลเขามีมา

เคารพพระศาสนา ..................มึงนี้นาไอ้คนหลง

@มิจฉาหาดำริ ......................เกิดทิฐิไม่มั่นคง

ว่าไว้ไม่คิดปลง ................เฝ้างวยงงด้วยราคา

@เกิดมาไยใจทมิฬ ...........หนักแผ่นดินพสุธา

สุนัขยังดีกว่า.....................ยังรู้ว่าใจกุศล

@รู้หอนถวายเสียง ...........เสียแรงเลี้ยงดีกว่าคน

เขาเป็นสัตว์หน้าขน......... มึงเป็นคนไม่ศรัทธา

@มึงกินแต่บุญเก่า ...........ทำไว้เล่าแต่หลังมา

ชาตินี้มิศรัทธา................. ไปชาติหน้าเป็นไฉน

@คนดีอย่าพลอยโกรธ.....เราขอโทษโกรธเราไย

บทกลอนสอนสิ่งใด........เร่งจำไว้ใส่เกศา

@เกิดมาทั้งหญิงชาย ......บุญเรายิ่งจึงเกิดมา

ได้พบพระศาสนา........... จึงได้มาเกิดเป็นคนฯ

สิ้นฉบับแต่เพียงนี้

 =================================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?

คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:


1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 คลิกที่นี่เพื่อรับชมและสั่งซื้อผลงานทั้งหมดจาก สำนักพิมพ์ทองใบ ที่ Meb Market

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

=========================================================================================== 📚 สนใจหนังสือเล่มนี้? คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ด้านล่าง-บน หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป Hashtag แนะนำ #ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ #Ebookไทย #หนังสือดีบอกต่อ #หนังสือออนไลน์ #MebMarket #อ่านหนังสือ #รักการอ่าน #พัฒนาตนเอง #ความรู้รอบตัว #พระพุทธศาสนา #ประวัติศาสตร์ #เศรษฐศาสตร์ #หนังสือวิชาการ #หนังสือสารคดี #Ebookน่าอ่าน #หนังสือขายดี #หนังสือแนะนำ #BookLover #ThaiEbook #KnowledgeIsPower